นายมานิต เตชอภิโชค กรรมการผู้อำนวยการบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) เปิดเผยถึง โครงการรถไฟฟ้าสายสีทองเป็นระบบขนส่งมวลชนขนาดรอง ที่กรุงเทพมหานครได้มอบหมายให้บริษัทฯ เป็นผู้ดำเนินการ ว่าเป็น Feeder (ระบบขนส่งมวลชนขนาดรอง) ที่ใช้รูปแบบรถที่มีขนาดกะทัดรัด โดยเลือกใช้รถไฟฟ้า Automated People Mover - APM (ระบบขนส่งมวลชนแบบนำทางอัตโนมัติ) มีความเหมาะสมกับพื้นที่
พร้อมเชื่อมต่อ บีทีเอส รถเมล์ เรือ และรถไฟฟ้าสายสีแดง-สีม่วง
ความสามารถในการเชื่อมต่อการเดินทางของประชาชนในทุกโหมด มีทั้งรถไฟฟ้าบีทีเอสสายสีเขียวสถานีกรุงธนบุรี และรถโดยสารประจำทางในพื้นที่ย่านคลองสาน รวมทั้งเชื่อมต่อการเดินทางในเส้นทางเดินเรือแม่น้ำเจ้าพระยา และในอนาคตยังเชื่อมต่อโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงหัวลำโพง-บางบอน-ราษฎร์บูรณะ และรถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ
ผลิตจากจีนขับเคลื่อนอัตโนมัติแบบไร้คนขับ
รถไฟฟ้ารุ่น Bombardier Innovia APM 300 ผลิตที่เมืองอู่หู มณฑลอานฮุย สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นรถไฟฟ้ารูปแบบไร้คนขับ ขับเคลื่อนอัตโนมัติ โดยใช้รางนำทาง สามารถจุผู้โดยสาร 138 คน/ตู้ และ 1 ขบวนสามารถจุผู้โดยสาร 276 คน/ขบวน รองรับผู้โดยสารได้ 4,200 คนต่อชั่วโมงต่อทิศทาง
รถไฟฟ้ามีความกว้าง 2.8 เมตร ความยาว 12.75 เมตร ความสูง 3.5 เมตร ประตูมีความกว้าง 1.9 เมตร ความสูงของพื้นรถ 1.1 เมตร น้ำหนัก 16,300 กิโลกรัม ก่อให้เกิดเสียงรบกวนต่ำ ความเร็วการทำงานสูงสุดที่ 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง หากเกิดเหตุฉุกเฉินระบบจะทำการหยุดรถอัตโนมัติ และมีรถมารับผู้โดยสารทันที
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ขบวนรถไฟฟ้าที่บริษัทฯ ได้รับมอบแล้วจำนวน 1 ขบวน เหลืออีก 2 ขบวนที่จะทยอยเดินทางมาภายในเดือนสิงหาคมนี้ ทั้งหมด 3 ขบวน
คาดเดินรถภายในปีนี้ตามเป้าหมายเดิมเดือน ต.ค.
สำหรับรถไฟฟ้าสายสีทอง จะแบ่งดำเนินการในระยะที่ 1 มีจำนวน 3 สถานี คือ สถานีกรุงธนบุรี (GN1) สถานีเจริญนคร (GN2) และสถานีคลองสาน (GN3) ระยะทาง 1.80 กิโลเมตร เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนในพื้นที่ฝั่งธนบุรี
ซึ่งขณะนี้มีความก้าวหน้าในภาพรวม 89% โดยในส่วนของการก่อสร้างงานโยธา คืบหน้า 94.42% ส่วนงานระบบเดินรถ คืบหน้า 81% เนื่องจากมีอุปกรณ์ที่ต้องสั่งนำเข้ามาจากต่างประเทศเกิดความล่าช้าจากผลกระทบโรคระบาดโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันสามารถเดินงานต่อไปแล้ว
โดยคาดว่าจะสามารถเปิดเดินรถได้ภายในปี 2563 (เป้าหมายเดิมคือในเดือนตุลาคมนี้) โดยอัตราค่าโดยสารตามที่ศึกษาไว้ คือจัดเก็บที่ 15 บาทตลอดสาย และคาดการณ์ปริมาณผู้โดยสารในปีแรกที่เปิดให้บริการที่ 42,260 เที่ยว-คน/วัน