จากกรณี นายไพบูลย์ ส่างสาร อายุ 56 ปี เพื่อนบ้าน ขับรถเก๋งพุ่งชน นายสุพรรณ ญาติบรรทุง อายุ 57 ปี นายช่างโยธา กรมทางหลวงชนบท ขณะกำลังยืนรดน้ำต้นไม้อยู่หน้าบ้านแล้วลากไปไกลหลายสอบเมตร จนเสียชีวิต หลังมีปากเสียงกันเรื่องราวตากผ้าขวางหน้าบ้าน ก่อนขับรถไปจอดทิ้งไว้ที่สนามฟุตบอล ห่างไป 3 กม.แล้วหลบหนีไปต่อมานายไพบูลย์ เดินทางมาติดต่อขอมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ. พระนครศรีอยุธยา เบื้องต้นให้การรับสารภาพว่าก่อเหตุขับรถชนอีกฝ่ายจริง สาเหตุจากอีกฝ่ายพยายามท้าทายด้วยการฉีดน้ำใส่ ช่วงที่ตนกำลังเดินไปขึ้นรถ อีกทั้งก่อนหน้านี้เคยมีปากเสียงในเรื่องอื่นๆ มาก่อนแล้ว ทำให้บันดาลโทสะขับรถชนอีกฝ่ายดังกล่าว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2563
วันนี้(24 กรกฎาคม) ศาลจังหวัดพระนคศรีอยุธยา อ่านคำพิพากษา ว่าพยานโจทก์เบิกความว่า จำเลยรับจ้างขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าของพยาน เพื่อรับส่งบุตรของพยาน เวลา 08.00 น. จำเลยมาที่บ้านของพยาน ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับบ้านของผู้ตายเพื่อขับรถไปส่งบุตรของพยานเรียนพิเศษ โดยมีบิดาของพยานโดยสารไปกับ จำเลย จำเลยพูดเบาๆว่า “ขับรถชนซะดีมั้ย” แล้วขับรถถอยหลังกลับรถที่หน้าบ้านพยานจากนั้นเหยียบคันเร่งเดินหน้าอย่างรวดเร็ว จนรถยนต์ชนกับผู้ตายอย่างแรง สาเหตุเนื่องจากผู้ตายกับจำเลยมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันเนื่องจากต่างเป็นกรรมการหมู่บ้านกรุงศรีซิตี้
จำเลยอ้างว่าผู้ตายนินทาว่าร้ายจำเลยในทางเสื่อมเสียกับคณะกรรมการ ประกอบกับภาพเคลื่อนไหวของกล้องบันทึกภาพหน้ารถคันที่ก่อเหตุพบว่ารถคันที่ชนผู้ตายและสถานที่เกิดเหตุสอดรับกับที่พยานเบิกความ
การที่จำเลยขับรถยนต์ด้วยความเร็วชนกระแทกผู้ตายอย่างแรงแล้วลากร่างผู้ตายห่างไปจากจุดชนประมาณ 21 เมตร แสดงว่าจำเลยประสงค์ต่อชีวิตของผู้ตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่น จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 พิพากษาจำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 25 ปี ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 2582,085 บาทและโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 824,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 บาท ต่อปี ของเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว นับแต่วันก่อเหตุ
นางปานกมล รัศมี อายุ 44 ปี ภรรยา นายสุพรรณ ผู้เสียชีวิต เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าขอบคุณศาลที่ให้ความเมตตาและให้ความยุติธรรมกับครอบครัวตนเอง หลังจากเกิดเหตุการณ์ตนเองไม่เคยมีวันไหนที่ไม่ร้องไห้เลย แต่ต้องเข้มแข็งเพื่อลูกชาย ต้องเป็นทั้งพ่อและแม่ และตั้งแต่เกิดเหตุมาไม่เคยได้รับการเยียวยาจากครอบครัวผู้ต้องหาเลยและไม่เคยมีการพูดคุยกันเลยตั้งแต่เกิดเรื่อง อยู่อย่างหวาดระแวง ทุกวันนี้ตนเองยังออกมายืนหน้าบ้านรดน้ำต้นไม้ทุกต้นที่สามีของตนเองปลูกเอาไว้