วันที่ 19 ก.พ. อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ยุน ซอกยอล เข้ารับฟังคำตัดสินครั้งแรก ว่าการประกาศใช้กฎอัยการศึกในปี 2024 ของเขานั้น เป็นการก่อกบฏหรือไม่ หลังจากที่อัยการพิเศษเรียกร้องให้ลงโทษประหารชีวิต
การพิจารณาคดีมีขึ้นที่ศาลแขวงกลางกรุงโซล เวลา 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น (13.00 น. ตามเวลาประเทศไทย) โดยอดีตประธานาธิบดีเข้าร่วมฟังการพิจารณาคดีด้วยตัวเอง และมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์แห่งชาติ
ศาลระบุว่า ประเด็นสำคัญของคดีนี้คือ ยุนได้ส่งกองกำลังทหารเข้าไปในรัฐสภาเมื่อเขาประกาศกฎอัยการศึกในเดือน ธ.ค. 2024
ส่วนข้อกล่าวหาของอัยการที่ว่า ยุนวางแผนเรื่องกฎอัยการศึกนี้มาตั้งแต่ 1 ปีก่อนนั้น ศาลเห็นว่ามีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ข้อกล่าวหานี้ได้
ศาลกล่าวต่อว่า “เป้าหมายของยุนคือการขัดขวางและทำให้รัฐสภาไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติเป็นระยะเวลานาน”
ศาลยังพบว่า ยุนได้สั่งการให้กองทหารจับกุมบุคคลจำนวนหนึ่ง รวมถึง อี แจ-มยอง ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของเกาหลีใต้ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในขณะนั้น
นอกจากนี้ ศาลยังเชื่อว่ายุนมีเจตนาที่จะทำให้กิจกรรมทางการเมืองภายในรัฐสภาเป็นอัมพาต
ศาลระบุว่า การประกาศกฎอัยการศึก การปิดล้อมรัฐสภา และการออกประกาศต่าง ๆ ถือเป็น “การกบฏ” โดย “ยุน ซอกยอล และคิม ยอง-ฮยอน ยอมรับว่าพวกเขาพยายามล้มล้างรัฐธรรมนูญและยุยงให้เกิดการกบฏ”
ดังนั้น ศาลแขวงกลางกรุงโซลจึงตัดสินว่า “ยุน ซอกยอล มีความผิดฐานเป็นผู้นำการก่อกบฏ พิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต”
นอกจากนี้ สำหรับผู้ต้องหาคนอื่น ๆ ที่ถูกตั้งข้อหาพร้อมกับยุน ได้รับโทษดังนี้
- คิม ยอง-ฮยอน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถูกตัดสินจำคุก 30 ปี
- โร ซัง-วอน อดีตผู้บัญชาการหน่วยข่าวกรอง ถูกตัดสินจำคุก 18 ปี
- โช จี-โฮ อดีตผู้บัญชาการตำรวจ ถูกตัดสินจำคุก 12 ปี
- คิม บง-ซิก อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาลโซล ถูกตัดสินจำคุก 10 ปี
- ม็อก ฮยอน-แท อดีตหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยรัฐสภา ถูกตัดสินจำคุก 3 ปี
ศาลระบุว่าจำเลยสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 1 สัปดาห์
คำตัดสินนี้เกิดขึ้นหลังยุนถูกฟ้องร้องเมื่อเดือน ม.ค. ปีที่แล้ว ในข้อหาเป็นผู้นำการก่อกบฏ จากการประกาศใช้กฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2024 ซึ่งกินเวลาเพียง 6 ชั่วโมง
เขาถูกกล่าวหาว่าระดมกำลังทหารและตำรวจปิดล้อมบริเวณรัฐสภาเพื่อป้องกันไม่ให้สมาชิกสภาลงมติคัดค้านคำสั่งของเขา และสั่งจับกุมประธานรัฐสภาและผู้นำพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านในขณะนั้น รวมถึงข้อกล่าวหาอื่น ๆ ด้วย
ตามคำฟ้อง ยุนสมคบคิดกับอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คิม ยอง-ฮยอน และเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่น ๆ เพื่อก่อกบฏ โดยมีเป้าหมายเพื่อล้มล้างรัฐธรรมนูญ และประกาศกฎอัยการศึกอย่างผิดกฎหมายโดยปราศจากภาวะสงครามหรือภาวะฉุกเฉินระดับชาติ
ในการพิจารณาคดีเมื่อเดือน ม.ค. ทีมของอัยการพิเศษ โช อึน-ซุก ได้ขอให้ศาลลงโทษประหารชีวิตอดีตประธานาธิบดียุน โดยกล่าวว่าเขาสมควรได้รับโทษสูงสุดสำหรับการประกาศกฎอัยการศึก “เนื่องจากมีจุดประสงค์เพื่ออยู่ในอำนาจเป็นเวลานานโดยการยึดอำนาจตุลาการและนิติบัญญัติ”
อัยการกล่าวว่า “ลักษณะของอาชญากรรมนั้นร้ายแรง เนื่องจากเขาระดมทรัพยากรที่ควรใช้เฉพาะเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมของชาติ”
ยุนยืนยันคำกล่าวอ้างความบริสุทธิ์ของตนอีกครั้งในคำแถลงสุดท้าย โดยโต้แย้งว่า การใช้สิทธิประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามรัฐธรรมนูญของประธานาธิบดีไม่ถือเป็นการก่อกบฏ
เขากล่าวว่า “มันไม่ใช่เผด็จการทหารที่กดขี่ประชาชน แต่เป็นการพยายามปกป้องเสรีภาพและอธิปไตย และฟื้นฟูระบอบรัฐธรรมนูญ”
ภายใต้รัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ การก่อกบฏถูกนิยามว่าเป็นการกระทำที่มุ่งเป้าไปที่การโค่นล้มอำนาจรัฐจากส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดของประเทศ หรือการก่อกบฏโดยมีจุดประสงค์เพื่อล้มล้างรัฐธรรมนูญ
มีการคาดการณ์กันอย่างกว้างขวางว่าศาลจะพิพากษาลงโทษยุนอย่างหนัก เนื่องจากศาลได้อธิบายความพยายามประกาศกฎอัยการศึกว่าเป็นการกบฏ ในการพิจารณาคดีของอดีตนายกรัฐมนตรี ฮัน ดัก-ซู และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อี ซัง-มิน ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์ดังกล่าว
โทษประหารชีวิตไม่ได้ถูกนำมาใช้ในเกาหลีใต้ตั้งแต่ปี 1997
นอกจากยุนแล้ว ในวันที่ 19 ก.พ. มีจำเลยอีก 7 คนเข้ารับฟังคำตัดสินครั้งแรก รวมถึงอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โช จี-โฮ และอดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาลโซล คิม บง-ซิก
ทั้งหมดถูกตั้งข้อหาในเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับกฎอัยการศึก
ปัจจุบันยุนถูกตัดสินจำคุก 5 ปีไปแล้วในข้อหาที่รวมถึงการขัดขวางการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ที่พยายามจับกุมตัวเขาเมื่อปีที่แล้ว