นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ส่วนตัวระบุว่า เรือดำน้ำ กับ เครื่องบินรบ เห็นข่าวเรือดำน้ำ และเหตุผลว่าหากยกเลิกจะทำให้กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ที่ผมเดินทางไปสหรัฐอเมริกากับท่านประธานรัฐสภา เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เพื่อพบกับวิลเลียม โคเฮน
วิลเลียม โคเฮนคนนี้ คือ รัฐมนตรีกลาโหมสมัยปธน.คลินตัน ซึ่งได้เชิญท่านชวนฯ เดินทางเยือนอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาลสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม 2541
ในช่วงเวลานั้นเอง รัฐบาลก่อนของเรามีสัญญาข้อตกลงซื้อขายเครื่องบินรบ F18 จำนวน 12 ลำ แต่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจจากเหตุการณ์ต้มยำกุ้ง ท่านชวนฯ ในฐานะนายกรัฐมนตรีขณะนั้น เห็นว่าหากดำเนินการตามสัญญาจะเป็นภาระทางการคลังของประเทศอย่างมาก จึงถือโอกาสในการเดินทางเยือนนี้ ขอยกเลิกสัญญาเครื่องบินรบ เพื่อจะได้มีเงินมาฟื้นฟูประเทศจากวิกฤติ
ท่ามกลางความตกใจของรัฐมนตรีสหรัฐฯ แต่สุดท้ายปธน.คลินตัน ก็ยินยอม โดยระบุว่า "ไทยเป็นประเทศเดียวที่สหรัฐฯ ให้ความช่วยเหลือในลักษณะนี้ เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่เคยให้ความช่วยเหลือการยกเลิกสัญญาในลักษณะนี้กับประเทศใดมาก่อน จึงขอให้เป็นประเทศแรกและประเทศสุดท้าย”
ในวันสุดท้ายก่อนกลับ เมื่อได้พบกับปธน.คลินตันอีกครั้ง ท่านชวนฯ ได้กล่าวขอบคุณ พร้อมทั้งกล่าวว่า “อย่าหาว่าได้คืบจะเอาศอก แต่เมื่อท่านกรุณาให้เรายกเลิกสัญญาแล้ว หากจะกรุณาคืนเงินมัดจำ 70 ล้านเหรียญสหรัฐ มาให้ก็คงจะเป็นพระคุณอย่างสูง”
ท่านปธน.คลินตัน ยินยอมในข้อเรียกร้องนี้ด้วยความประหลาดใจจากทุกฝ่าย ถ้าคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตอนนั้น ก็เป็นเงินไทยประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท ใกล้เคียงกับยอดเงินที่ต้องจ่ายค่าเรือดำน้ำงวดแรกที่กำลังเป็นประเด็นพอดี
การยกเลิกในครั้งนั้นกระทบความสัมพันธ์หรือไม่ ผมไม่กล้าฟันธง แต่ที่แน่ๆนอกจากการเจรจาขอเงินค่ามัดจำเครื่องบินรบคืนแล้ว ท่านชวนฯ ยังได้ขอให้ความช่วยเหลือนักศึกษาไทยในสหรัฐฯ โดยการลดค่าเล่าเรียนสำหรับ State University หรือมหาวิทยาลัยรัฐ ให้อยู่ในอัตราเดียวกันกับคนอเมริกัน เพื่อแบ่งเบาภาระนักเรียนไทยจากอัตราแลกเปลี่ยนอีกด้วย
คำถามท้ายบท ....ความสัมพันธ์กับความอยู่รอด.....อะไรมาก่อนครับ
“องอาจ” จี้ ทบทวนชะลอ ซื้อเรือดำน้ำ ชี้ วิกฤตโควิด-19 ปากท้องปชช.สำคัญกว่า
กองทัพเรือ แจงยิบจัดซื้อเรือดำน้ำแบบจีทูจี อย่าโยงการเมือง