แต่อีกประเด็นที่น่าเป็นห่วง คือ "ค่าความเค็ม" ซึ่งสถานการณ์วันนี้ เปลี่ยนไป หลังกรมชลประทานปรับเปลี่ยนแผนการปล่อยน้ำจากเขื่อนต่างในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตามที่อธิบดีกรมชลประทานแถลงไว้เมื่อวันก่อน
นอกจากนี้ กรมชลประทานจะปล่อยน้ำจากเขื่อนหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยาลดลงไปอีก จากเดิมปล่อยที่ 33 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เหลือ 28 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งมีคำยืนยันจากการประปาส่วนภูมิภาคว่าจะเริ่มลดปริมาณการปล่อยน้ำลงวันละ 5 ล้านลูกบาศก์เมตรในวันนี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่การประปาส่วนภูมิภาคอธิบายว่า นั่นหมายถึง อาจส่งผลต่อค่าความเค็มของแหล่งน้ำ ที่จะนำไปผลิตน้ำประปาด้วย
ทั้งนี้การประปาส่วนภูมิภาค คาดการณ์ว่า ในช่วง 1-2 วันนี้ อาจจำเป็นต้องหยุดการผลิตน้ำประปาที่สาขาปทุมธานี ซึ่งเป็นจุดที่ห่างจากแหล่งผลิตน้ำประปาของการไฟฟ้านครหลวงเพียง 3 กิโลเมตร และใช้น้ำต้นทุนจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาแหล่งเดียวกัน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่น้ำทะเลหนุนสูง เพราะจะเป็นช่วงที่มีค่าความเค็มเกินกว่ามาตรฐาน
จากสถานการณ์ ณ ขณะนี้ การประปาส่วนภูมิภาคยังสามารถยืนยันได้ว่า ยังสามารถประคองสถานการณ์ไปได้ ภายใต้แนวทางที่ต้องจ่ายน้ำน้อยลงในบางพื้นที่ และต้องจ่ายน้ำเป็นเวลาในบางพื้นที่ โดยหากมีฝนตกในพื้นที่ปลายน้ำ เช่นที่มีฝนตกตอเนื่องในเขตกรุงเทพมหานคร ก็จะช่วยบรรเทาสภาพความเค็มของน้ำไปได้บ้าง เพราะเท่ากับว่า มีน้ำจืดลงมาเติมช่วยเจือจางความเค็ม
ด้วยมาตรการเหล่านี้ เป็นมาตรการระยะสั้นที่ประเมินกันว่า จะผ่านไปได้ ภายใต้ข้อแม้ว่า "ต้องมีน้ำมาเติมในเขื่อนต่างๆ" ตามที่กรมชลประทานคาดการณ์ไว้ว่าจะมีฝนตกช่วงกลางถึงปลายเดือนกรกฎาคม หากล่าช้าไปกว่านั้น ก็จะเกิดปัญหาหนักขึ้น
จะเห็นได้ว่า จากค่ามาตรฐานความเค็มสำหรับการผลิตน้ำประปา ที่ตั้งไว้ที่ 0.25 กรัมต่อลิตร แต่เกือบทุกจุดมีค่าเกินมาตรฐาน
ผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาคชี้แจงว่า แท้จริงแล้ว องค์การอนามัยโลก ตั้งค่ามาตรฐานไว้ที่ 0.50 กรัมต่อลิตร แต่การประปาตั้งค่าไว้ต่ำกว่า เพื่อเป็นจุดแงเตือน ไปยังกรมชลประทานว่า ต้องปล่อยน้ำจากเขื่อนลงมามากขึ้น ให้น้ำจืดดันน้ำเค็มออกไป จึงจะสามารถผลิตน้ำประปาได้
ทั้งนี้ภาระในการประหยัดน้ำก็เป็นหน้าที่ของทุกคน ซึ่งในขณะนี้ การประปาแนะนำว่าควรเริ่มใช้น้ำประปาในการอุปโภคเท่านั้น และเริ่มรองน้ำสำรองไว้อย่างน้อยวันละ 60 ลิตรต่อครอบครัวต่อวัน ก็จะสามารถประคับประคองให้มีน้ำใช้ต่อไปจนฝนตกตามปกติ