ข้อมูลการคาดการณ์น้ำไหลเข้าเขื่อนที่วิเคราะห์จากแนวโน้มของปริมาณฝนที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนนี้ไปจนถึงเดือน พ.ย. 58 หรืออีกประมาณ 4-5 เดือนข้างหน้า ซึ่งศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิตทำไว้
โดยแบ่งออกเป็นภาวะที่น่ากังวลที่สุด (Worstcase) และภาวะที่ดีที่สุด (Bestcase) คือมีน้ำเข้าเขื่อนมากที่สุด สำหรับภาวะที่แย่ที่สุดประเมินว่าจะมีน้ำไหลเข้าเขื่อนราว 1,837 ล้านลบ.ม. ส่วน Bestcase หรือภาวะที่จะมีน้ำน้ำไหลเข้าเขื่อนมากที่สุดจะอยู่ราวๆ ที่ 3,655 ล้านลบ.ม.
ทำความเข้าใจให้ง่ายคือต่อให้เรามีน้ำไหลเข้าเขื่อนมากที่สุด คือ ตัวเลขนี้ก็ยังเป็นปริมาณน้ำที่น้อยกว่าในช่วงเดียวกันของทั้งปี 2557, 2556 และ 2555 หรือตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งค่อนข้างชัดเจนว่านอกจากชาวนาจะไม่สามารถทำนาปีรอบนี้ นาปรังปีที่แล้ว ก็จะยังไม่สามารถทำนาปรังรอบหน้าได้อีกด้วย เท่ากับว่าชาวนาภาคกลางจำนวนมากจะทำนาไม่ได้ถึง 3 ฤดูกาลผลิตติดต่อกัน
แม้จะดูเป็นสถานการณ์ที่เลวร้าย แต่ก็ยังมีความโชคดีเมื่อล่าสุดสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า มีการประชุมร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรหรือ ธ.ก.ส. และมีความชัดเจนแล้วว่า ธ.ก.ส.จะมีแนวทางช่วยเหลือชาวนา คือ การพักชำระหนี้ให้เกษตรกรทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 1 ปี การจัดงบประมาณเพิ่มเติมให้เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้เป็นเงินใช้จ่ายในครอบครัวระหว่างเพาะปลูกไม่ได้ครัวเรือนละ 12,000 บาท และจะมีงบประมาณระยะยาวให้สำหรับการปรับโครงสร้างการผลิตเพื่อลดความเสี่ยง โดยจะให้กู้ยืมสำหรับเกษตรกรปรับการผลิตจากข้าวเป็นพืชอื่นๆ ครอบครัวละ 100,000 - 150,000 บาท
ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรจากที่ต้องเผชิญกับวิกฤตภัยแล้งที่กำลังเกิดขึ้น แต่ยังไม่มีแนวทางที่วางไว้รองรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในการปลูกนาปรังรอบหน้า เรื่องนี้ทำให้มีการเสนอให้รัฐบาลเร่งวางแผนรองรับในระยะยาวเพื่อไม่ให้เกิดความอลหม่านและตื่นตระหนกเหมือนสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น