คนวงการยุติธรรม ทบทวนนโยบายป้องกันปราบปรามยาเสพติด
ไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะเห็นคนในวงการยุติธรรม รวมตัวระดมความคิด ทบทวนการบังคับใช้กฎหมายจัดการกับผู้กระทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่สถานการณ์นี้กำลังเกิดขึ้นกับการจัดการปัญหายาเสพติด หลังพบว่าการเดินหน้าสู้รบกับยาเสพติดกำลังเผชิญกับภาวะ "ยิ่งปราบ ยิ่งเพิ่ม"
นี่คือบรรยากาศที่เกิดขึ้นตลอดหลายเดือนมานี้ ทีมข่าวPPTVHD ได้รับอนุญาตให้เข้าสังเกตุการณ์ การล้อมวงคุยกันของคนในวงการยุติธรรม ในห้องนี้มีทั้ง ตำรวจ อัยการ และที่สำคัญคือผู้พิพากษาที่ปกติ เราจะไม่พบเห็นมาเคลื่อนไหวหรือปฏิสัมพันธ์แสดงความเห็นต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพราะถือเป็นกลุ่มคนที่ต้องชี้ขาดตัดสินใจถูกผิดในทางคดี แต่สำหรับปัญหายาเสพติดที่กำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้ ดูเหมือนจะเป็นสถานการณ์ที่ได้รับการยกเว้น หลังพบว่าใช้กฎหมายที่เข้มข้น เป็นเครื่องมือในการทำสงครามกับยาเสพติดตลอดกว่า 1 ทศวรรษหรือ กว่า 10 ปีที่ผ่านมา อาจกำลังเดินมาชนกับทางตัน
เนื่องจากพบว่าการกวาดต้อนคนที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเข้าสู่เรือนจำ ไม่ได้ทำให้ทั้งจำนวนยา คนติดยา หรือ แม้กระทั่งผู้ค้าลดคนจำนวนลง หนำซ้ำผลลัพท์ยังสวนทางจำนวนผู้เกี่ยวเนื่องกับวงจรของธุรกิจค้ายาเสพติดทุกระดับเพิ่มสูงขึ้นกว่า 2 เท่า นับจากปี 2545
หากจะดูสภาพปัญหานี้ให้ชัดเจนขึ้น จะต้องดูจากปลายทางที่เหมือนเป็นพื้นที่รองรับปัญหาอย่างเรือนจำ ซึ่งหากเห็นสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น อาจจะไม่จะไม่แปลกใจที่คนในวงการยุติธรรม ไม่เว้นแม้กระทั่งผู้พิพากษา ต้องทบทวนมาตรการบางอย่าง
1 สัปดาห์ จะมีเพียง 1 ครั้ง ที่นักโทษเรือนจำจังหวัดนนทบุรี จะรวมตัวพร้อมเพรียงกัน
โรงอาหารความจุ 800 คน ถูกแปลสภาพเป็นพื้นที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนาประจำสัปดาห์ ไม่แปลกที่มีสภาพเช่นนี้ เมื่อต้องรองรับนักโทษทั้งหมดกว่า 2,600 คน
การเคลื่อนย้ายนักโทษจากจุดหนึ่งไปยังจุด จำเป็นต้องอาศัยรูปแบบที่ควบคุมได้ และแต่งตั้งนักโทษชั้นดีคอยช่วยเหลือ เพราะผู้คุมที่นี่ต้องดูแลผู้ต้องขังในอัตรา 1 ต่อ 50
ระหว่างรับอาหารกลางวัน คือ ช่วงหนึ่งที่ผู้คุมต้องเข้มงวดเป็นพิเศษ เพราะมีความเสี่ยงกระทบกระทั่ง เนื่องจากพื้นที่โรงเลี้ยงไม่เพียงพอรับนักโทษได้พร้อมกัน
กว่าร้อยละ 70 ของผู้ต้องขังที่นี่ ต้องโทษคดีเกี่ยวเนื่องกับยาเสพติด ความเป็นอยู่ที่แออัด เกิดขึ้นนับจากนโยบายประกาศสงคราม
ห้องสี่เหลี่ยมกว้าง 4 เมตร ยาว 4 เมตร ต้องรองรับนักโทษให้ได้ 25 คน การขยับตัวกลางดึก เพื่อทำธุระส่วนตัว จึงต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้
น่าสังเกตว่า แม้จะผ่านมากกว่า 10 ปีของการใช้กฎหมายเข้มข้นทำสงครามกับยาเสพติด แต่นักโทษกลุ่มนี้ยังคงไหลเข้าสู่เรือนจำต่อเนื่อง นั่นหมายความว่า ทั้งปริมาณยาและคนในระบบค้ายา อาจไม่ได้ลดจำนวนลง
ปัญหาที่เรือนจำจังหวัดนนทบุรีเผชิญอยู่ ไม่เพียงเกิดขึ้นที่นี่ เรือนจำจังหวัดอีกหลายแห่ง ต่างอยู่ในสภาพไม่แตกต่าง เมื่อจำนวนผู้ต้องขังทั่วประเทศเพิ่มจากกว่า 180,000 คน ในปี 2551 เป็นกว่า 3 แสนคนในปีนี้ ปัญหานี้ยิ่งน่าทบทวน เมื่อพบว่า นักโทษถึงร้อยละ 80 มีชนักติดหลังเพราะยา
สงครามยาเสพติดเผชิญภาวะ "ยิ่งปราบ ยิ่งเพิ่ม"
คงจะไม่เกินความจริง หากจะให้ความหมายสถานการณ์ที่นโยบายประกาศสงครามกับยาเสพติดกำลังเผชิญว่าอยู่ในภาวะ "ยิ่งปราบ ยิ่งเพิ่ม" โดยเมื่อดูจากเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในเรือนจำ สถานที่ที่เปรียบเสมือนปลายทางของการปราบปรามยาเสพติดด้วยการบังคับใช้กฎหมายเข้มข้นตลอดกว่าทศวรรษที่ผ่านมา
ข้อมูลที่โครงการกำลังใจ สำนักกิจการในพระราชดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรมรวบรวมไว้ มีตัวเลขสำคัญคือจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำทั่วประเทศมีทั้งหมด 289,583 คน ในปี 2557 ขณะพื้นที่ของเรือนจำทั่วประเทศมีศักยภาพจุผู้ต้องขังได้ 110,250 คน นั่นหมายความว่า มีจำนวนผู้ต้องขังเกินความจุอยู่ถึง 179,333 คน
เมื่อนำมาจำนวนผู้ต้องขังมาหารกับจำนวนเจ้าหน้าที่เรือนจำที่มีอยู่ราว 11,000 คน ก็จะพบอัตราส่วนว่า ผู้คุม 1 คน จะต้องดูแลผู้ต้องขัง 26 คน ต่ำกว่ามาตรฐานที่สหประชาชาติกำหนดไว้ที่ 1 ต่อ 5 หรือ ผู้คุม 1 คน ต้องดูแลผู้ต้องขังไม่เกิน 5 คน
กลับไปดูข้อมูลที่เป็นรากปัญหาของผู้ต้องขังส่วนใหญ่ คือ ความเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ก็อาจจะไม่แปลกใจที่เรือนจำกำลังเผชิญกับปัญหานี้ตลอดในช่วงกว่า 10 ปี ของการทำสงครามกับยาเสพติด เพราะพบว่า ตัวเลขสำคัญชุดนี้ คือ ผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด
ปี 2547 ช่วงแรกๆของการประกาศสงครามกับยาเสพติด พบผู้เกี่ยวข้อง 5.5 แสน คน ถัดมาอีก 4 ปี คือ ปี 2551 เพิ่มเป็น 6 แสนคน ที่น่าตกใจคืออีก 4 ปีต่อมา คือ ปี 2555 เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าตัว เป็น 1.6 ล้านคน และเพิ่มเป็น 1.8 ล้านคนในปี 2557
นั่นหมายความว่านโยบายด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเวลานี้ หากยังไม่มีการทบทวนทิศทาง เราอาจกำลังเผชิญอยู่กับทางตันชัดเจน โดยเฉพาะกับภาวะ "ยิ่งปราบ ยิ่งเพิ่ม"
หากย้อนกลับไปเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้วการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ดึงผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดทั้งผู้ขายผู้เสพเข้าสู่เรือนจำ เพื่อรักษาความผาสุกอาจเป็นมาตรการที่จำเป็นและคาดหวังว่าจะได้ผลในเวลานั้น แต่เมื่อถึงวันนี้บทสรุปลงเอยด้วยสถานการณ์เช่นนี้ นโยบายและวิธีคิดในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจะต้องมีการปรับเปลี่ยนอย่างไร
ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่เข้มข่าวค่ำจะติดตามตลอดสัปดาห์นี้