แม้จะประกาศอย่างเป็นทางการว่าเป็นฝีมือของกลุ่มตัวเอง แต่ครั้งนั้น ไม่มีใครเชื่อ เนื่องจากประเมินกันว่ากองกำลังรัฐอิสลาม หรือ ไอเอส ไม่มีศักยภาพพอยิงเครื่องบินที่มีความสูง 31,000 ฟิต แต่ชื่อของพวกเขายังไม่ถูกตัดออกจากข้อสันนิษฐานเสียทีเดียวที่ดูเหมือนจะมีน้ำหนัก คือ ไอเอสไม่เคยกล่าวอ้างปฏิบัติการอย่างเลื่อนลอย พร้อมกับไม่มีใครนึกถึงวิธีก่อการร้ายแบบเดิม คือ "วางระเบิดบนเครื่องบิน"
กระทั่ง 4 พฤศจิกายน 2015 เวลา 4 วันหลังเกิดเหตุ ข่าวกรองจากรัฐบาลอังกฤษ ระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่เครื่องบินสัญชาติรัสเซียตกจากระเบิดที่อาจซุกซ่อนไว้บนเครื่อง ตามด้วยไอร์แลนด์ เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และสายการบินสแกนดิเนเวีย หรือ SAS ยกเลิกเที่ยวบินจากเมือง ชาร์ม เอล ชีค จนกว่าจะมั่นใจในความปลอดภัย
แม้ข้อสันนิษฐานนี้จะถูกโต้แย้งโดยอียิปต์และรัสเซีย เพราะสภาพศพและชิ้นส่วนเครื่องบินไม่พบร่องรอยระเบิด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เป็นไปไม่ได้ เมื่อปรากฎข้อมูลว่า มาตรการรักษาความปลอดภัยท่าอากาศยานชาร์ม เอล ชีค หละหลวม และไอเอสอาจมีแนวร่วมเป็นเจ้าหน้าที่ท่าอากาศยาน
หากข้อสันนิษฐานนี้เป็นจริง นั่นหมายความว่า ยุทธศาสตร์การต่อสู้ของไอเอสอาจจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ยกระดับการสู้รบในพื้นที่หรือส่งนักรบไปปฏิบัติการต่างแดนในลักษณะ "หมาป่าเดียวดาย" แต่อาจรวมไปถึงการโจมตีเครื่องบินพาณิชย์ ซึ่งนั่นเท่าว่า 31 ตุลาคม อาจเป็นวันที่โลกต้องจารึก เพราะต้องเผชิญกับภัยก่อการร้ายใหญ่ที่สุดอีกครั้ง โดยไม่รู้ตัว