ภาวะชาวซีเรียที่จำเป็นต้องเปลี่ยนสถานะเป็นผู้อพยพลี้ภัยสงคราม หลั่งไหลออกจากประเทศของตัวเอง นับว่าสาหัสที่สุดในช่วงปีที่ผ่าน องค์การสหประชาชาติประเมินว่า มีคนซีเรียต้องทิ้งบ้านของตัวเอง มุ่งหน้าสู่ทวีปยุโรปมากกว่า 1 ล้านคน ในปี 2015 แต่นั่นก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีผู้ประสบภัยสงครามอีกจำนวนมาก ที่ต้องการย้ายถิ่นฐาน แต่ดูเหมือนจะยากลำบากยิ่งขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ที่หลายประเทศในยุโรป เริ่มปิดพรหมแดน เพราะไม่สามารถรองรับผู้อพยพได้อีกต่อไป
ทีมข่าว PPTV ได้รับข้อมูลจากองค์กร Alseeraj หน่วยงานช่วยเหลือด้านการแพทย์กับผู้ลี้ภัยชาวซีเรียบริเวณชายแดนตุรกี ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เวลานี้มีชาวซีเรียที่ได้รับผลกระทบและต้องการความช่วยเหลืออยู่ไม่น้อยกว่า 13 ล้าน 5 แสนคน แบ่งเป็น ผู้อาศัยอยู่ในค่ายอพยพ 6 ล้าน 5 แสนคน อยู่ในพื้นที่เข้าถึงยากราว 4 ล้าน 4 แสน 9 หมื่นคน มีสถานะเป็นผู้พิการไปแล้วราว 1 ล้าน 5 แสนคน และมีที่อยู่อาศัยตั้งในพื้นที่เสี่ยงโอบล้อมด้วยการสู้รบอีกประมาณ 3 แสน 6 หมื่นคน
ส่วนพื้นที่ทุกตางรางนิ้วในประเทศ ก็นับพื้นที่แย่งชิงที่มีแต่ละฝ่ายเข้ายึดครองเป็นฐานที่มั่น และพยายามขยายแนวเขตของตัวเองอย่างต่อเนื่อง อย่างตามแผนที่ฉบับนี้ พื้นที่สีแดงแสดงให้เห็นพื้นที่ปกครองที่ฝ่ายรัฐบาลซีเรียควบคุมสถานการณ์ได้ สีเขียวคืออาณาเขตของฝ่ายตรงข้ามต่อต้านรัฐบาล สีเหลือคือพื้นที่ชาวเคริ์ด และสีดำ คือ พื้นที่แผ่อิทธิพลของกองกำลังรัฐอิสลามหรือไอเอส ส่วนเมืองที่กำลังเป็นเป้าหมายโจมตีจากทั้งฝ่ายผู้สนับสนุนรัฐบาลซีเรียและผู้สนับสนุนกลุ่มต่อต้านรัฐบาลซีเรีย อย่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกามากที่สุด คือ เมืองอเลปโป จะเห็นได้ว่าเป็นพื้นที่สีเขียว ไม่ใช้สีดำ หรือ พื้นที่อิทธิพลของไอเอส อย่างที่แต่ละฝ่ายกล่าวอ้าง
องค์กร Alseeraj หน่วยงานช่วยเหลือด้านการแพทย์กับผู้ลี้ภัยชาวซีเรียบริเวณชายแดนตุรกีให้ข้อมูลกับทีมข่าว PPTV ว่า เมืองอเลปโป มีกำลังของทั้ง 3 ฝ่าย คือ ไอเอส กลุ่มสนับสนุนรัฐบาลซีเรีย และ กลุ่มสนับสนุนผู้ต่อต้านรัฐบาลซีเรียผลัดกันเข้ายึดครอง เพราะนอกจากจะเป็นเมืองใหญ่รองจากดามัสกัส เมืองหลวง ที่มีโรงงานอุตสาหกรรมมาก ยังถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของสงครามครั้งนี้ เพราะเป็นพรหมแดนที่เป็นเสมือนหน้าด่านในการลำเลียงปัจจัยสนับสนุนการสู้รบ
ก่อนสถานการณ์จะพัฒนามาถึงจุดที่การสู้รบด้วยอาวุธจะคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 250,000 ชีวิต 11 ล้านคนต้องพลัดพรากจากบ้านเกิดเรือนนอน จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติผู้อพยพที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง และเปิดโอกาสให้กลุ่มก่อการร้ายอย่างไอเอสบ่มเพาะกำลัง
แม้หลายฝ่ายพยายามแก้ปัญหาด้วยการเปิดโต๊ะเจรจา แต่นั่นอาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย หากย้อนดูพัฒนาการของเหตุการณ์ นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ล่วงเลยมากว่า 5 ปี และมีความซับซ้อนขึ้นทุกขณะ
ปฐมบทของสงครามครั้งนี้ เริ่มขึ้นเมื่อปี 2011 ในช่วงเวลาเดียวกับที่ประเทศอาหรับอื่นๆ ลุกฮือขึ้นประท้วงการปกครองระบอบเผด็จการ ชาวซีเรียก็ต้องการโค่นล้มรัฐบาลของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัซซาด เช่นกัน เนื่องจากตระกูลของอัซซาดครองอำนาจในเก้าอี้ตำแหน่งนี้มาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1971 หรือกว่า 40 ปี แต่อัซซาดไม่ต้องการปล่อยมือจากอำนาจ จึงระดมสรรพกำลังของกองทัพเข้าปราบปรามกลุ่มกบฏที่เรียกตัวเองว่า Free Syrian Army หรือ FSA
การต่อสู้ดำเนินไปในลักษณะนี้จนกระทั่งเข้าสู่มิติใหม่ เมื่อประเทศพี่ใหญ่ในภูมิภาคเข้ามาแทรกแซง ระหว่างปี 2012-2014 ประกอบด้วย ซาอุดิอาระเบีย ตุรกี อิหร่าน จากความต้องการคานอำนาจระหว่างมุสลิมสายชีอะห์และสุหนี่ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของภูมิภาคตะวันออกกลางอยู่แล้ว ประกอบกับการที่บางประเทศมีวาระส่วนตัวในการเข้าสู่สงครามซีเรีย เช่น ความต้องการปราบกลุ่มชาวเคิร์ดของตุรกี ทว่าปัญหาซีเรียกลายเป็นปัญหาสำคัญระดับโลก เมื่อกลุ่มก่อการร้ายหัวรุนแรงแห่งยุคอย่างไอเอส หรือกองกำลังรัฐอิสลามถือกำหนด
นำพาเข้าสู่ช่วงที่ 3 คือระหว่าง ปี 2014 ถึง ปัจจุบัน เมื่อซีเรียมีสงครามกลางเมืองยาวนานจนกลายเป็นรัฐอ่อนแอ หรือ รัฐล้มเหลว ก็เป็นการเปิดช่องให้กลุ่มไอเอส เข้ามายึดครองพื้นที่ กลายเป็นเหตุผลให้สหรัฐฯใช้เป็นข้ออ้างในการเข้ามาปฏิบัติการทางอากาศถล่มฐานที่มั่นไอเอสในซีเรีย และรัสเซียอ้างเหตุผลเดียวกันในปีถัดไป
แม้มหาอำนาจของโลกที่เพียบพร้อมไปด้วยสรรพกำลัง เงินทุน และพันธมิตรเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่สงครามซีเรียที่ถูกยกระดับขึ้นมายากที่จะจบลง เพราะสหรัฐฯ และรัสเซียดำเนินการปราบปรามกลุ่มไอเอส และสนับสนุนพันธมิตรของฝ่ายตนเองโดยใช้เพียง “ปฏิบัติการทางอากาศ” ไม่ได้ส่งกำลังทหารเข้าพื้นที่ แต่ต้องไม่ลืมว่ารัสเซียปฏิบัติการร่วมกับกองกำลังภาคพื้น คือกองทัพของรัฐบาลซีเรียอย่างใกล้ชิด ในลักษณะที่รัสเซียทิ้งระเบิดเปิดทางให้กองกำลังภาคพื้น เมื่อมองในมิตินี้จึงดูเหมือนว่าฝ่ายอัซซาดที่มีรัสเซียหนุนหลังจะค่อนข้างได้เปรียบ โดยเฉพาะในระยะหลังราว 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา กองทัพซีเรียเข้ารุกคืบเมืองสำคัญอย่างอเลปโป
สถานการณ์ที่ฝ่ายกบฏใกล้จะเพลี่ยงพล้ำเช่นนี้ทำให้เริ่มมีข้อเสนอจากฝ่ายสนับสนุนกลุ่มกบฏอย่างตุรกี ซาอุดิอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE ว่าพร้อมนำกำลังทหารเข้าไปในซีเรีย เพื่อเปิดแนวรบอย่างเต็มตัว แต่มีข้อแม้ว่าสหรัฐฯจะต้องเป็นผู้นำทัพ ข้อเสนอนี้ เริ่มที่จะถูกโยนเข้ามาในวงเจรจา และแม้ว่าจะยังไม่มีการตอบรับใดๆจากสหรัฐฯ ก็เริ่มมีความเคลื่อนไหวทางทหารให้เห็นที่ชายแดนตุรกีฝั่งที่ติดกับซีเรีย โดยมีการเคลื่อนพลและอาวุธยุทโธปกรณ์เข้ามาประชิดชายแดนในลักษณะของการเตรียมพร้อม
หากมีกำลังภาคพื้นของประเทศอื่นเข้าไปเหยียบแผ่นดินซีเรียจริง จะถือได้ว่านี่เป็นสงครามระหว่างประเทศเต็มรูปแบบ หรือหากฝ่ายหนุนหลังที่ล้วนแล้วแต่เป็นมหาอำนาจเกิดปะทะกันในสนามรบขึ้นมาจริงๆ หลีกเลี่ยงที่จะบานปลายเป็นสงครามโลกได้ยาก สถานการณ์ขณะนี้ล่อแหลมและเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญอย่างยิ่งจนหลายฝ่ายออกปากเตือน เช่น ผู้นำฝรั่งเศส และนายกฯรัสเซียที่พูดชัดเจนว่า “ทุกฝ่ายควรเข้าสู่โต๊ะเจรจาแทนที่จะสร้างสงครามโลกครั้งใหม่”
ความพยายามในการปลดล็อคนำมาซึ่งโต๊ะเจรจาสันติภาพซึ่งมีเป้าหมายเป็นการหยุดยิง ซึ่งการ “หยุดยิง” ในที่นี้คือการหยุดยิงระหว่างฝ่ายรัฐบาลและกลุ่มกบฏ หรือความขัดแย้งในมิติแรกเท่านั้น ไม่รวมการปราบปราบกลุ่มไอเอสที่จะต้องดำเนินต่อไป นานาชาติเชื่อว่าหากสามารถปลดชนวนความขัดแย้งในมิติแรกได้ จะแก้ปัญหาซีเรียได้ไม่มากก็น้อย
แม้มีการระบุข้อตกลงนี้ลงในมติที่ประชุมอย่างเป็นทางการ แต่ในทางปฏิบัติแล้วยังค่อนข้างยากที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะฝ่ายรัฐบาลซีเรียและรัสเซียกำลังอยู่ในภาวะได้เปรียบ