ไลค์-แชร์ ไม่เลือก ยิ่ง “หลงกล” สร้าง “เน็ตไอดอล” แบบผิดๆ

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ในยุคที่ “เน็ตไอดอล” มีมากมาย จนจำไม่ได้ว่าใครเป็นใคร เขาและเธอทำอะไรมา ถึงกลายเป็นเน็ตไอดอลให้คนได้ติดตามจำนวนมาก หลากหลายเหตุผล ถูกผลักดันให้ “เขา” หรือ “เธอ” มีสถานะเพิ่มเติมขึ้นมา มีคนติดตาม กดไลค์ กดแชร์ จำนวนมาก..จนมีคำถามตามมาว่า ทำไมถึงต้องให้ความสำคัญกับคำๆนี้

“...ขายครีมหน้าขาว รับรีวิวสินค้า เน้นยอดไลค์ โชว์หวิว ใช้แอพแต่งรูปเก่ง ใช้คำหยาบ โชว์ความเถื่อน แข่งกันเกรียน..”
นี่คือส่วนหนึ่งของคนที่ ถูกเรียกว่า “เน็ตไอดอล” ของสังคมไทยในปัจจุบันนี้ จนมีคำถามว่าทำไมคนเหล่านี้จึงกลายเป็นที่รู้จักเพียงชั่วข้ามคืน จากพฤติกรรมที่แปลก หรือไม่เหมาะสม แต่ก็มีการยกย่องให้เป็นเน็ตไอดอล มียอดไลค์ ยอดแชร์ จำนวนมาก

 

ทีมข่าวนิวมีเดีย PPTV ได้พูดคุยกับ “ปฐม อินทโรดม” ที่ปรึกษาสมาพันธ์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศไทย (เอทีซีไอ) ที่สะท้อนมุมมองต่อการเปลี่ยนไปของสังคมกับการมอง “เน็ต ไอดอล” ว่า แต่ก่อนมันคือเวทีที่ดี ในอดีตการพูดถึงหรือมีคนทำตาม ก็มีแต่ดารานักร้อง มีการยอมรับ มากกว่าคนทั่วไป แต่เมื่อมีการพัฒนาการเข้าถึงโซเซียลมีเดียมากขึ้น ก็มีการพัฒนาการนำเสนอ ความสร้างสรรค์ต่างๆ ไอเดีย มุมมอง แนวคิด บทความ บล็อก การถ่ายภาพ รวมทั้งเล่นดนตรี ก่อนจะได้กลายเป็นนักร้องได้จริงๆ หรือแม้กระทั่งคนรักสวยรักงาม ก็กลายเป็นที่ชื่นชอบตามกลุ่มความชอบของแต่ละคน

 


“แต่ปัจจุบันมีเน็ตไอดอลเพิ่มขึ้น แต่ส่วนตัวแล้วไม่นับเป็นเน็ตไอดอล เช่น คนธรรมดาที่ชอบพูดจาโพงพาง พูดจาระห่ำ ทำอะไรสุดขั้ว เพื่อเรียกร้องความสนใจ ผมเรียกกลุ่มคนเหล่านี้ว่า Troll หรือแปลความหมายว่า เกรียน ที่ใช้แรงดึงดูดในด้านลบ แต่ไม่ได้เกิดประโยชน์ใดๆ จากการติดตาม หรือมีการนิยามว่า เป็นความเจริญวัยของสังคมต่ำ บางคนทำดีในสังคม อยากกระจายเรื่องราวความดี แต่ยอดไลค์เพจแค่แสนกว่า แต่คนที่เป็น Troll มีคนติดตามเป็นล้านๆ เรื่องแบบนี้ไม่ควรที่จะเกิดขึ้น ”


ยิ่งไลค์ ยิ่งแชร์ ถึงแม้ไม่ชอบใจ แต่ยิ่งเพิ่มกระแสให้พวกเขา..

โดยปกติแล้ว “เน็ตไอดอล” เป็นผู้ที่มีอิทธิพลเชิงความคิดต่อสังคม จะเป็นคนที่นำความคิดที่ดี สร้างสรรค์ แต่ปัจจุบันกลายเป็น เด็กวัย 14-15 ปีแต่งตัวโชว์หวิว แต่ไม่มีใครห้ามปราม มีการไลค์ แชร์ จนเด็กคนนั้นกลายเป็นที่นิยม หรือการแชร์เพื่อไปบอกว่า นี่คือตัวอย่างที่ไม่เหมาะสม นั่นก็คือการ “หลงกล” สร้างความนิยมให้กับพวกเขา เมื่อหลงกลแล้วจะกลายเป็น “การให้อาหาร” เติมยอดไลค์ให้กับเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมนั่นเอง

ที่ปรึกษาเอทีซีไอ ยังบอกกับทีมข่าว PPTV อีกว่า สาเหตุที่เกิดความนิยมในทางที่ผิดแบบนี้ ส่วนหนึ่งคือการเพิ่มขึ้นของคนที่ใช้มือถือ จากสถิติปัจจุบัน มีการใช้มือถือในประเทศไทยกว่า 91 ล้านเครื่อง และในนั้นมีปริมาณของสมาร์ทโฟนเพิ่มมากขึ้น จึงทำให้มีกลุ่มผู้ใช้หน้าใหม่เพิ่มมากยิ่งขึ้น ที่ไม่เข้าใจวิธีการการใช้งานของสังคมออนไลน์ เขาก็จะแชร์ กดไลค์ ในเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม หรือกลายมาเป็นคนที่เป็น Troll หรือ เกรียน เสียเอง หากไม่มีคำแนะนำจากพ่อแม่ ครอบครัว หรือผู้รู้ อธิบายให้พวกเขาเข้าใจถึงการใช้งานที่ถูกต้องว่าหากเจอเรื่องราวเหล่านี้ ไม่ควรใส่ใจและแชร์ต่อ

“การที่เน็ตไอดอล และเกรียน มีอยู่มากขึ้น เพราะสังคมออนไลน์มันใหญ่ขึ้น มีคนแจ้งเกิดเพิ่มอยู่เพราะเกิดชุมชนความชอบแต่ละด้านที่ไม่เหมือนกันมากขึ้น จากในอดีตมีการแพร่กระจายได้น้อย พอมีโซเชียลมีเดีย ก็เป็นช่องทางเพิ่มขึ้น และการต้องการการยอมรับมากขึ้น จึงเกิดเป็นเน็ตไอดอลจริงๆ และเกรียนเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย”

 

 

ไม่ต่างจาก “ครูหยุย” วัลลภ ตังคณานุรักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการคณะกรรมาธิการสังคม กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส มองประเด็น “เน็ต ไอดอล” นี้ว่า ต้องยอมรับว่า เมื่อก่อนคนที่จะเป็นพระเอก นางเอก ผู้ร้าย ต้องผ่านจอภาพยนตร์ ก่อนจะพัฒนาผ่านจอโทรทัศน์ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีได้ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ หนทางที่จะโชว์ จะชมตัวเองนั้นมีมากขึ้น ช่องทางให้คนเห็นก็มีมากขึ้น บางคนร้องเพลงเพี้ยน ผิดทำนอง แต่กลายเป็นเรียกเสียงหัวเราะ ยอดแชร์ จนกลายเป็นที่รู้จักในที่สุด ปัญหาที่พบเจอตอนนี้คือจุดขายคืออะไร คนที่ไม่เท่าทันในสังคม คนที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อตัวเอง ทั้งการแต่งตัวโป๊เปลือย การทำร้ายตัวเอง เป็นความแผลงที่เกิดขึ้น จากการที่เข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่าย

“รู้สึกเป็นห่วง อยากให้เขาคิดถึงเรื่องระยะยาวจากสิ่งที่เขาทำไป ไม่ใช่หวังยอดไลค์ ยอดแชร์ จนคิดน้อยลงเพราะบางเรื่องมันกระทบต่อสังคมและตัวเอง โดยการกระทำเหล่านี้จะมีการควบคุมโดยกฎหมาย หากเขาทำผิด การโพสต์ที่หมิ่นเหม่ต่อจริยธรรม สังคมก็จะลงโทษพวกเขาเอง และสิ่งที่ต้องทำคือ เราต้องทำให้มีภาพเชิงบวกมากขึ้น ให้มีการนำเสนอแต่สิ่งดีๆ โดยไม่สนับสนุนคนที่โพสต์ในเชิงลบ” ครูหยุย สะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

 

 

ขณะที่ อ.สกุลศรี ศรีสารคาม” หัวหน้าสาขาคณะนิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ มองว่า คำว่าเน็ตไอดอลนั้น ขึ้นอยู่กับว่าคนนั้นชื่นชอบแบบไหน บางคนชอบความดราม่า ความหวือหวา ส่วนเน็ตไอดอล ที่เป็นแรงบันดาลใจในการทำความดีก็มีไม่น้อย จริงๆ แล้วควรเลือกใช้เน็ตไอดอลเหล่านี้เป็นต้นทาง หรือผู้นำในการทำความดีให้กลุ่มวัยรุ่น ไม่ใช่เลือกพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมที่กระจายอยู่ในโลกโซเชียลมีเดียที่พอมีปฏิกิริยาก็มีคนเข้าไปกดไลค์ แชร์ แสดงความคิดเห็นในแง่ลบกับคนเหล่านั้น แต่คนที่สร้างเรื่องราวออกมาก็ไม่สนใจ เพราะถือว่าเป็นการได้ความนิยม เมื่อมีการเสพติดการแชร์ การไลค์ จึงคิดว่าสิ่งที่เขาทำนั้นไม่ผิด

นี่คือบางส่วนของมุมมองที่เกิดขึ้นจากแวดวงต่างๆ ในสังคมไทย หลังจากมีเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องทบทวนการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มาจากโซเชียลมีเดีย หรือการโพสต์สิ่งต่างๆ ที่ไม่เหมาะสมลงไปในนั้น เพียงแค่สร้างการยอมรับ การมีตัวตน และการสร้างค่านิยมแบบผิดๆ จนความทันสมัย กลายเป็น “ดาบสองคม” โดยที่ไม่รู้ตัว.

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เปิดโต๊ะข่าว

เปิดโต๊ะข่าว

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ