การแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญสามารถทำได้ในรูปแบบใดบ้าง คำตอบที่พอจะคาดการณ์ได้ในเวลานี้ ต้องย้อนไปดูที่ มาตรา 61 ของร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ มีสาระสำคัญว่า การเผยแพร่ข้อความผ่านสื่อต่อไปนี้ ในลักษณะรุนแรง หยาบคาย ปลุกระดม เพื่อให้ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิ์ หรือ ออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ถือว่าผู้นั่นมีพฤติกรรมเข้าข่ายความผิด อย่างที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ไปแจ้งความดำเนินคดีในวันนี้
เนื้อหาส่วนนี้ บังคับใช้กับทุกคน แต่มีข้อยกเว้นไว้ในมาตรา ให้กับคณะกรรมการร่างรัฐธรมนูญและคณะทำงานที่มีหน้าที่ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนต่อเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ
แม้กฎหมายจะระบุไว้ด้วยถ้อยคำที่ชัดเจนระดับหนึ่ง แต่การตีความจากหลายๆฝ่ายยังมีความคลุมเครืออย่างมาก โดยเฉพาะกับคำถามว่า สามารถเชิญชวนให้รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฯ ด้วยเจตนาสุจริตในลักษณะการนำเสนอข้อมูลทางวิชาการได้หรือไม่ อย่างเช่นวันนี้ นายสมชัย กรรมการการเลือกตั้งก็ระบุว่า ทำได้ ถ้าไม่นำเสนอข้อมูลบิดเบือน ในลักษณะหยาบคาย ขณะที่นายกรัฐมนตรี กลับเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในทางขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงว่า ไม่สามารถทำได้
ความคลุมเครือในการแสดงออกต่อร่างรัฐธรรมนูญ ยังซับซ้อนไปกว่านี้ เมื่อกฎหมายที่นำมาบังคับใช้ ไม่ได้มีเพียงแค่กฎหมายฉบับเดียว นายวิษณุ เครืองามรองนายกรัฐมนตรี ยังเคยประกาศเตือนคนที่จะเคลื่อนไหวว่า ให้ระวังขัดประกาศและคำสั่ง คสช. ด้วย
ทีมข่าว PPTV ตรวจสอบประกาศและคำสั่ง คสช. ย้อนหลัง พบว่า มีที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมสถานการณ์ทางการเมืองและการเคลื่อนไหว นำเสนอข้อมูลผ่านช่องทางโซเชียลมิเดีย อยู่อย่างน้อยราว 7 ฉบับ คือ ฉบับที่ 7/2557, ฉบับ17/2557 , ฉบับที่ 18/2557, ฉบับที่ 26/2557,ฉบับที่ 49/2557 ,ฉบับที่ 97/2557,ฉบับที่ 130/2557
โดยโทษสูงที่สุดอยู่ฉบับที่ 7/2557 คือ จำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท ซึ่งหากจะถามความชัดเจนว่า การแสดงออกแบบใดที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย ประกาศ และคำสั่งเหล่านี้ ทั้งรองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมายและนายกรัฐมนตรีก็ยังไม่มีใครบอกได้ชัดเจน ต้องจากบอกให้ระวัง และต้องพิจารณาจากเจตนาด้วย
คณะกรรมการการเลือกตั้ง เปิดเผยว่า จะระบุการแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญว่า การกระทำใดขัดหรือไม่ขัดต่อกฎหมายอย่างชัดเจนได้ ในวันศุกร์ที่ 29 เมษายนนี้ แต่ท่ามกลางความคลุมเครือที่เกิดขึ้น ก็ต้องยอมรับ สร้างความกังวลให้กับคนที่ออกมาแสดงท่าทีต่อร่างรัฐธรรมไม่น้อย และหากมองในเชิงยุทธวิธีในควบคุมสถานการณ์ ความคลุมเครือเช่นนี้ ก็อาจจะเป็นผลดีก็ได้