“สถานีกรุงเทพ” หรือเรียกกันทั่วไปว่า “หัวลำโพง” เริ่มก่อสร้างในปลายสมัยรัชกาลที่ 5 ในปี 2453 และเปิดใช้บริการอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2459
โดยสถานีกรุงเทพสร้างอยู่ในพื้นที่ 120 ไร่เศษ ตั้งอยู่ในท้องที่แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ มีอาณาเขตทิศใต้จรดถนนพระราม 4 ทิศเหนือจรดคลองมหานาค ทิศตะวันออกจรดถนนรองเมือง และทิศใต้จรดคลองผดุงกรุงเกษม
ซึ่งมีแบบก่อสร้างเป็นรูปโดมสไตล์อิตาเลียนผสมผสานกับศิลปะยุคเรอเนสซอง มีลักษณะคล้ายกับสถานีรถไฟเมืองแฟรงค์เฟิร์ต ในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน จุดเด่นของสถานีกรุงเทพอีกอย่างหนึ่งคือนาฬิกาบอกเวลาที่มีอายุเก่าแก่เท่าๆ กับตัวอาคารสถานี โดยติดตั้งไว้ที่กึ่งกลางยอดโดมสถานี เป็นนาฬิกาที่สั่งทำพิเศษเฉพาะ เป็นเครื่องบอกเวลาแก่ผู้สัญจรผ่านไป-มา และผู้ใช้บริการที่สถานีกรุงเทพจนถึงปัจจุบันนี้
โดยสถานีกรุงเทพได้ปรับปรุงเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการโดยสารตลอดมา เช่น การขยายความยาวของชานชาลา หรือก่อสร้างชานชาลาและหลังคาคลุมชานชาลาเพิ่มเติม ปรับปรุงห้องจำหน่ายตั๋ว ต่อมาสถานีกรุงเทพได้ “พลิกโฉม” โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงภาพลักษณ์ของรถไฟไทยให้ตอบรับกับปีอะเมซิ่งไทยแลนด์ และรองรับการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 6–20 ธ.ค. 2541 โดยการรถไฟฯ ยังอนุรักษ์และพัฒนาอาคารสถานีกรุงเทพให้อยู่ในสภาพเดิม เนื่องจากเป็นอาคารที่อยู่ระหว่างการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานที่มีคุณค่าแก่การอนุรักษ์ ทั้งนี้การปรับปรุงเพื่อพลิกโฉมของสถานีกรุงเทพใหม่ที่กล่าวมานี้ มีการจัดพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2541
“สถานีกรุงเทพ” เป็นสถานีเก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง ถ้านับอายุจนถึงปัจจุบัน (พ.ศ.2559) ก็มีอายุถึง 100 ปีแล้ว ปัจจุบันเป็นศูนย์กลางการขนส่งผู้โดยสารทางรถไฟ ในแต่ละวันจะมีขบวนรถเข้า-ออก ประมาณ 200 ขบวน และมีผู้โดยสารเดินทางเข้าและออกที่สถานีนี้นับหมื่นคน โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์สำคัญๆ เช่น ปีใหม่ สงกรานต์ เข้าพรรษา หรือตรุษจีน จะมีผู้คนหลั่งไหลมาใช้บริการที่สถานีกรุงเทพนับแสนคน จนสถานที่อันกว้างขวางโอ่โถงของสถานีดูคับแคบลงไปเลยทีเดียว นอกจากความเก่าแก่ แล้ว “สถานีกรุงเทพ” ยังเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญยิ่งทางประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และการคมนาคมขนส่ง สมควรยิ่งที่จะต้องอนุรักษ์ไว้ให้เป็นมรดกของชาติและอนุชนรุ่นหลังสืบไป
ขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดีย
รูปภาพโดย อำพลทองเมืองหลวง