วันนี้ (12 ก.ค. 59) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2559 ที่ผ่านมา ที่ชายหาดบางแสน ตำบลแสนสุข อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี เกิดปรากฎการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสีเป็นสีเขียว หรือที่เรียกว่าปรากฎการณ์แพลงก์ตอน บลูมหรือขี้ปลาวาฬ โดยเฟซบุ๊กแฟนเพจ bangsaensook ระบุว่า เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. น้ำทะเลเปลี่ยนเป็นสีเขียวและส่งกลิ่นเหม็นเล็กน้อย ต่อมาวันที่ 28 มิ.ย. น้ำทะเลยังคงเป็นสีเขียวแต่ยังไม่พบซากสัตว์น้ำตายแต่อย่างใด
ขณะที่ช่วงเย็นของวันที่ 28 มิ.ย. น้ำทะเลกลับมาเป็นสีเดิมและไม่มีกลิ่นเหม็นเน่าจากแพลงก์ตอน บลูม ต่อมาในวันที่ 30 มิ.ย. เกิดปรากฎการณ์แพลงก์ตอน บลูม ขึ้นอีกครั้ง น้ำทะเลเปลี่ยนเป็นสีเขียวส่งกลิ่นเหม็นแต่ยังไม่พบซากสัตว์น้ำ
ล่าสุด วันนี้ (12 ก.ค. 59) ทีมข่าวได้สอบถามไปยังชาวบ้านบริเวณชายหาดบางแสน ระบุว่า น้ำทะเลเพิ่งจะกลับมาเป็นสีเขียวเข้มและส่งกลิ่นเหม็นอีกครั้งเมื่อวานนี้ (11 ก.ค. 59) หลังจากที่สีน้ำและกลิ่นกลับเป็นปกติได้ประมาณ 1 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามวันนี้ก็ยังไม่พบซากสัตว์น้ำที่ล้มตาย ทำให้มีกลิ่นเหม็นน้อยกว่าทุกๆปี
สำหรับปรากฎการณ์แพลงก์ตอน บลูม ผศ.ดร.สมถวิล จริตควร อาจารย์ประจำภาควิชาวาริชศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลยับรูพา อธิบายว่า เป็นปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสี หรือปรากฏการณ์ขี้ปลาวาฬ เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากการเจริญเติบโตและเพิ่มปริมาณอย่างรวดเร็วของแพลงก์ตอนพืช เนื่องจากแพลงก์ตอนเหล่านี้ต่างก็มีสีในตัวเอง เมื่อเกิดการเจริญเติบโตจำนวนมาก จึงทำให้สีของน้ำทะเลเปลี่ยนไปตามสีของแพลงก์ตอนชนิดที่มีมากในขณะนั้น
ทั้งนี้ สาเหตุที่แพลงก์ตอนมีการเจริญเติบโตและเพิ่มปริมาณอย่างรวดเร็วนั้น เนื่องจากน้ำทะเลในบริเวณนั้นมีปริมาณธาตุอาหารสูง โดยเฉพาะไนเตรตและฟอสเฟตประกอบกับสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมทั้งในเรื่องของแสงแดด อุณหภูมิและความเค็มของน้ำทะเล จึงทําให้แพลงก์ตอนเกิดการสังเคราะห์แสงและเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งสภาวะเช่นนี้เป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้เองในธรรมชาติและสามารถหายกลับมาเป็นปกติได้เองเช่นเดียวกัน
ส่วนผลกระทบจากแพลงก์ตอน บลูม ไม่ได้มีแค่สัตว์ทะเลล้มตายเท่านั้น แต่แพลงก์ตอนที่พบในน้ำทะเลมากกว่า 5,000 ชนิดนั้น มี 300 ชนิดที่ทําให้เกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสีได้และในตัวอย่างพิษภัยจากแพลงก์ตอน ได้แก่ พิษท้องร่วง , พิษที่ทําให้ความจําเสื่อม รวมถึงพิษอัมพาตอีกด้วย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ศูนย์ สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย สวทช.
ขอขอบคุณภาพจาก : เฟซบุ๊ก bangsaensook