นางยูริโกะ โคอิเกะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมวัย 64 ปี ที่สร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้ว่าการหญิงของกรุงโตเกียวเป็นคนแรก เธอประกาศจะนำกรุงโตเกียวในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน จะทำให้ทุกชีวิตในโตเกียวดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง ผู้ชาย ผู้พิการ หรือเด็กๆ
แม้ว่าเธอจะเป็นสมาชิกพรรคเสรีประชาธิปไตยหรือ LDP ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล แต่การลงสมัครครั้งนี้เป็นไปในนามอิสระ เนื่องจากพรรคต้นสังกัดไม่ประกาศรับรองเธอ ระหว่างการรณรงค์หาเสียง นางโคอิเกะได้รับความนิยมจากผู้ลงคะแนนเสียงในกรุงโตเกียวเป็นอย่างมาก และอาจทำให้สมาชิกพรรค LDP บางคนไม่พอใจนัก เธอถูกปรามาสต่างๆนานาโดยยกเอาเพศสภาพมาเป็นข้อกล่าวหา หนึ่งในนั้นคือคำพูดของอดีตผู้ว่าการกรุงโตเกียวที่ว่า “เราจะฝากโตเกียวไว้กับผู้หญิงที่แต่งหน้าจัดไม่ได้”
แต่สุดท้าย นางโคอิเกะก็ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนน 2,900,000 เสียง ทิ้งห่างจากอันดับที่สองที่ 1,300,000 เสียง ส่งผลให้เธอสร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับตำแหน่งนี้
ส่วนประวัติของเธอ ต้องบอกว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดา โดยเฉพาะกับสังคมญี่ปุ่นที่บทบาทสตรียังไม่โดดเด่นนัก นางโคอิเกะพูดภาษาอารบิกคล่องแคล่วเพราะเคยไปศึกษาที่ประเทศอียิปต์ เคยเป็นผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ ลงเล่นการเมืองในปี 1992 และก่อนได้รับเลือกให้เป็นผู้ว่าการกรุงโตเกียว เธอเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาแล้วสองกระทรวง คือกระทรวงกลาโหม และกระทรวงสิ่งแวดล้อม
ความท้าทายผู้ว่าการโตเกียวคนใหม่
ถึงแม้เธอจะสร้างประวัติศาสตร์ได้ในที่สุด แต่หนทางจากนี้ไปก็ไม่ง่าย เพราะมีความท้าทายมากมายรออยู่ และการเข้าสู่ตำแหน่งครั้งนี้ถูกจับตามองจากทุกฝ่าย เนื่องจากอดีตผู้ว่าการกรุงโตเกียวสองคนก่อนหน้านี้ต้องลาออกเพราะมีข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับการใช้งบประมาณมิชอบ จากนี้จึงเป็นเวลาที่เป็นบทพิสูจน์ของผู้ว่าการหญิงกรุงโตเกียวคนแรก
อาจจะไม่มีเวลาให้ฉลองมากนัก สำหรับนางยูริโกะ โคอิเกะ ผู้ว่าการกรุงโตเกียวคนใหม่ เพราะมีปัญหาให้ต้องสะสางกันไม่น้อย อย่างแรกที่สำคัญที่สุดเลยก็คือ การเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งต่อไปในปี 2020 ซึ่งที่ผ่านมา เผชิญกับปัญหาและเรื่องอื้อฉาวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างสนามกีฬาหลักที่ล่าช้า เนื่องจากมีการยกเลิกแบบที่ออกไว้โดย ซาฮา ฮาดิด สถาปนิกหญิงลูกครึ่งอิรัก-อังกฤษ ในนาทีสุดท้าย โลโก้การแข่งขันที่ต้องคัดเลือกกันใหม่เนื่องจากโลโก้ที่ชนะการประกวดครั้งแรกถูกร้องเรียนว่าไปลอกมาจากโลโก้โรงละครในประเทศเบลเยียม รวมถึงงบประมาณที่บานปลายจากที่ตั้งไว้ถึง 3 เท่า
งานของนางโคอิเกะ ก็คือ จะต้องพยายามควบคุมค่าใช้จ่ายไม่ให้บานปลายไปกว่านี้ รวมทั้งให้แน่ใจว่า โตเกียวจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกได้อย่างยิ่งใหญ่ และเป็นกำลังขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นกลับมาผงาดได้อีกครั้ง หลังชะงักงันมากว่า 1 ทศวรรษ
นอกจากโอลิมปิก 2020 แล้ว กรุงโตเกียว ยังต้องแก้ปัญหาจำนวนประชากรที่คาดว่าลดลง และการก้าวสู่สังคมชราภาพ โดยคาดว่าประชากรกรุงโตเกียวจะเริ่มหดตัวลงในปี 2020 ซึ่งเป็นปีที่นางโคอิเกะจะหมดวาระพอดี ขณะที่ภายในปี 2035 ประชากรกว่า 1 ใน 3 ในกรุงโตเกียว จะเป็นผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
อีกปัญหาหนึ่งที่เรื้อรังมานานและต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน ก็คือ การขาดแคลนศูนย์รับเลี้ยงเด็ก เพราะในปัจจุบัน ยังมีเด็กในกรุงโตเกียวที่ต้องต่อคิวรอเข้าศูนย์รับเลี้ยงเด็ก มากกว่า 8,000 คน ซึ่งปัญหานี้ ยังส่งผลกระทบไปถึงบทบาทของผู้หญิงในสังคมญี่ปุ่น ทำให้ผู้หญิงขาดโอกาสที่จะทำงานได้เท่าเทียมกับผู้ชาย เพราะต้องอยู่บ้านเลี้ยงลูก
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องการกระจุกตัวของประชากรและความเจริญ รวมถึงการวางแผนรับมือแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่คาดว่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้ในใจกลางกรุงโตเกียว
ปฏิเสธไม่ได้ว่า เหตุผลหนึ่งที่นางโคอิเกะได้รับเลือกให้เป็นผู้ว่าการกรุงโตเกียว แถมยังเป็นผู้หญิงคนแรกอีกด้วย เป็นเพราะประชาชนต้องการที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลง เนื่องจากการบริหารงานที่ผ่านมาของ นายนาโอกิ อิโนเซะ และนายโยอิจิ มาซูโซเอะ อดีตผู้ว่าการทั้งสอง มีผลงานให้เห็นเป็นรูปธรรมน้อยมาก แถมยังมีเรื่องอื้อฉาวเรื่องใช้งบประมาณในทางมิชอบ ซึ่งก็ต้องติดตามกันว่านางโคอิเกะจะทำตามสัญญาที่ให้ไว้ พร้อมกับดำเนินนโยบายให้เห็นผลเป็นรูปธรรมได้แค่ไหน
บทบาทสตรีในสังคมญี่ปุ่น
หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมการที่โตเกียวมีผู้ว่าการหญิงคนแรกจึงเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งที่ปัจจุบันผู้นำหลายๆประเทศก็เป็นผู้หญิง อย่างเช่นนายกรัฐมนตรีเยอรมนีและอังกฤษ แต่ด้วยบริบทของสังคมที่ไม่เหมือนกัน ทำให้ประเทศญี่ปุ่นนั้นบทบาทสตรีที่ทำงานนอกบ้านโดยเฉพาะงานการเมืองไม่โดดเด่นนัก
ความเท่าเทียมหญิง-ชาย
จากการจัดอันดับล่าสุดโดย World Economic Forum สำหรับปี 2015 ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นอยู่ในอันดับ 101 จาก 145 ประเทศ แม้ว่าจะขยับขึ้นมาจากปีก่อนหน้า 3 อันดับ แต่ก็ยังถือค่อนไปทางท้ายๆ และนี่เป็นตัวเลขจากประเทศที่พัฒนาแล้ว
ตลาดแรงงาน
สัดส่วนสตรีแรงงานในประเทศญี่ปุ่นมีเพียง 63 เปอร์เซ็นต์ ต่ำกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วประเทศอื่นๆ ต่ำกว่าฝรั่งเศส 2 เปอร์เซ็นต์ ต่ำกว่าเยอรมนี 4 เปอร์เซ็นต์ ต่ำกว่าสหรัฐฯ 7 เปอร์เซ็นต์ ต่ำกว่าสิงคโปร์ 10 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่จำนวนผู้หญิงทำงานในสังคมญี่ปุ่นที่มีน้อยอยู่แล้ว ยังลดน้อยลงไปอีกหลังพวกเธอเข้าสู่ชีวิตสมรส โดยหลังจากมีลูกคนแรก ผู้หญิงถึงกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ เลี้ยงลูก และไม่กลับไปทำงานนานถึง 10 ปี ในจำนวนนี้หลายคนไม่กลับมาทำงานอีกเลย ที่สำคัญคือทัศนคติของเด็กรุ่นใหม่ 30 เปอร์เซ็นต์ ของวัยรุ่นผู้หญิงญี่ปุ่นบอกว่าโตขึ้นจะไม่ทำงาน เพราะพวกเธออยากเป็นแม่บ้าน
การจ้างงานโดยบริษัทญี่ปุ่น
พนักงานเงินเดือน ซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวเมืองญี่ปุ่น แต่กลับมีการจ้างงานสตรีในบริษัทน้อยมาก คือ 7.3 เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าในจำนวนพนักงาน 100 คน มีผู้หญิงไม่ถึง 8 คน เมื่อผู้หญิงทำงานบริษัทน้อย ก็คงไม่น่าแปลกใจเมื่อผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จสามารถขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารจัดการได้ ยิ่งน้อยลงไปอีก คือมีเพียง 1.6 เปอร์เซ็นต์ แต่ตัวเลขนี้ก็กำลังจะสูงขึ้น ทั้งตำแหน่งพนักงานและฝ่ายจัดการ เนื่องจากญี่ปุ่นเพิ่งออกกฏหมายกระตุ้นการจ้างงานสตรี และเพิ่มจำนวนพนักงานหญิงให้มากขึ้น เนื่องจากผลสำรวจชี้ว่าตลาดแรงงานกำลังหดตัว
การเมือง
สัดส่วน ส.ส.หญิงในสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นมี 9.5 เปอร์เซ็นต์ แม้จะไม่น้อยเท่าการจ้างงานในบริษัทแต่สัดส่วนสตรีในสภาผู้แทน ก็น้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว โดยที่ประเทศเยอรมนี ตัวเลขนี้อยู่ที่ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์