ก๊าซคลอรีนเป็นสารเคมี ซึ่งถูกจัดว่าเป็นอาวุธทำลายล้างสูงโดยสหประชาชาติ - การผลิตและใช้ถือว่าผิดกฎตามอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธเคมี และนานาชาติก็เห็นพ้องกันว่าการใช้อาวุธเคมีถือเป็นการกระทำที่ต้องห้าม แม้ในภาวะสงคราม
ทราบกันดีว่าประเทศซีเรียเป็นแหล่งเก็บและผลิตอาวุธเคมีแห่งหนึ่งในตะวันออกกลาง – ตลอดระยะเวลาเกือบ 6 ปีในสงครามกลางเมืองซีเรีย มีเหตุการณ์ที่ได้รับการยืนยันว่าอาวุธเคมีถูกนำมาใช้หลายครั้ง – แต่สำหรับครั้งนี้ หลายปัจจัยบ่งชี้ว่าแตกต่างจากครั้งก่อนๆ
ปัจจัยแรก ผู้กระทำคราวนี้ไม่ใช่ฝ่ายรัฐบาล
รัฐบาลซีเรียได้ส่งมอบอาวุธเคมีในครอบครองให้องค์กรนานาชาติหมดแล้วตั้งแต่ปี 2013 ตามแนะนำของรัสเซีย เนื่องจากนานาชาติขีดเส้นตายว่าหากยังใช้อาวุธเคมี ก็จะทำลายแหล่งเก็บอาวุธโดยการโจมตีทางอากาศ อีกทั้งยังไม่มีเหตุผลที่รัฐบาลจะโจมตีเมืองอเลปโปด้วยอาวุธทำลายล้างสูงและเสี่ยงต่อการถูกประณาม ในจังหวะที่ชัยชนะเหนือเมืองนี้อยู่เพียงแค่เอื้อม
ปัจจัยที่สอง คือภูมิศาสตร์การเมืองในสงครามซีเรียที่เปลี่ยนไป จนถึงขณะนี้บทบาทของตุรกี ไม่ได้เป็นประเทศหน้าด่านให้กับกองกำลังชาติตะวันตกในการสนับสนุนกลุ่มกบฏแล้ว – หลังกลับไปรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับรัสเซีย ซึ่งถือได้ว่าเป็นการลดศักยภาพของกลุ่มกบฏซีเรียลงไปมหาศาล
ปัจจัยที่สามคือปฏิกิริยาของนานาชาติ ตามปกติ เพียงแค่มีเหตุอันเชื่อได้ว่าอาวุธเคมีถูกนำมาใช้ สหประชาชาติเคลื่อนไหวทันทีโดยการส่งทีมสืบสวนลงพื้นที่ และร่างบทลงโทษต่อผู้กระทำเป็นวาระเร่งด่วน ขณะที่ในครั้งนี้ไม่มีแม้แต่การออกแถลงการณ์ประณาม- ขณะที่กระแสข่าวก็เงียบมากเมื่อเทียบกับครั้งก่อนๆ สื่อตะวันตกแทบจะไม่ให้พื้นที่นำเสนอข่าว มีแต่เพียงสื่อรัสเซียที่ส่งสัญญาณเตือน
ในเชิงยุทธศาสตร์ การนำอาวุธเคมีมาใช้ในเมืองอย่างอเลปโป นักวิเคราะห์มองว่าไม่ได้เป็นความพยายามที่จะชิงฐานที่มั่นสำคัญนี้แล้ว แต่กลับเป็นการทำลายโอกาสฟื้นคืนชีวิตเมืองเอกแห่งนี้ในอนาคต หากฝ่ายรัฐบาลกลับมาครอบครองได้อีกครั้ง