เมื่อวันที่ 1 ก.พ. อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน ออกมาเตือนว่า การโจมตีใด ๆ จากสหรัฐฯ จะจุดชนวน “สงครามระดับภูมิภาค” ในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นการเพิ่มความตึงเครียดขึ้นไปอีก
คำกล่าวของคาเมเนอีเป็นการข่มขู่โดยตรงที่สุดเท่าที่เขาเคยกล่าวมา ขณะที่เรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น และเรือรบอเมริกันที่เกี่ยวข้องเคลื่อนมาประจำการในทะเลอาหรับตามคำสั่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์
คาเมเนอีกล่าวว่า สหรัฐฯ สนใจในน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และทรัพยากรแร่ธาตุอื่น ๆ ของอิหร่าน โดยกล่าวว่า “พวกเขาต้องการยึดครองประเทศนี้ เหมือนที่พวกเขาเคยควบคุมมาก่อน ชาวอเมริกันต้องตระหนักว่าหากพวกเขาก่อสงครามในครั้งนี้ มันจะเป็นสงครามระดับภูมิภาค”
ผู้นำสูงสุดกล่าวเสริมว่า “เราไม่ใช่ผู้ยั่วยุ เราจะไม่กระทำการไม่เป็นธรรมต่อใคร เราไม่ได้วางแผนที่จะโจมตีประเทศใด แต่ถ้าใครแสดงความโลภและต้องการโจมตีหรือก่อกวน ประชาชาติอิหร่านจะตอบโต้กลับอย่างหนัก”
เมื่อถูกถามเกี่ยวกับคำเตือนล่าสุดของคาเมเนอี ทรัมป์กล่าวว่า “สหรัฐฯ มีเรือรบที่ใหญ่ที่สุดและทรงพลังที่สุดในโลกอยู่ที่นั่น ใกล้มาก อีกไม่กี่วันเราหวังว่าจะบรรลุข้อตกลงได้ ถ้าเราไม่บรรลุข้อตกลง เราก็จะรู้ว่าเขาพูดถูกหรือไม่”
ยังไม่ชัดเจนว่าทรัมป์จะใช้กำลังหรือไม่ เขากล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า อิหร่านต้องการเจรจา และได้หยิบยกโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านขึ้นมาเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่เขาต้องการให้แก้ไข
ขณะเดียวกัน คาเมเนอียังเรียกการประท้วงทั่วประเทศว่า “การรัฐประหาร” ซึ่งเป็นการตอกย้ำท่าทีของรัฐบาล ขณะที่มีรายงานว่าประชาชนหลายหมื่นคนถูกควบคุมตัวนับตั้งแต่เริ่มการประท้วง
ข้อหาปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบในอิหร่านอาจมีโทษถึงประหารชีวิต ซึ่งทำให้เกิดความกังวลอีกครั้งเกี่ยวกับการที่อิหร่านอาจดำเนินการประหารชีวิตหมู่ผู้ถูกจับกุม
คาเมเนอีกล่าวว่า “การก่อกบฏครั้งล่าสุดคล้ายกับการรัฐประหาร แน่นอนว่าการรัฐประหารถูกปราบปรามลงได้ เป้าหมายของพวกเขาคือการทำลายศูนย์กลางที่สำคัญและมีประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ และด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงโจมตีตำรวจ ศูนย์ราชการ สถานที่ของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติ ธนาคาร และมัสยิด และเผาคัมภีร์อัลกุรอาน พวกเขามุ่งเป้าไปที่ศูนย์กลางที่บริหารประเทศ”
สำนักข่าว Human Rights Activists New Agency ในสหรัฐฯ ซึ่งอาศัยเครือข่ายภายในอิหร่านในการตรวจสอบข้อมูล รายงานว่ามีผู้ถูกจับกุมในการปราบปรามครั้งนี้กว่า 49,500 คน และระบุว่าความรุนแรงดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6,713 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประท้วง
เมื่อวันที่ 21 ม.ค. รัฐบาลอิหร่านระบุจำนวนผู้เสียชีวิตที่ต่ำกว่ามาก คือ 3,117 คน โดยกล่าวว่า 2,427 คนเป็นพลเรือนและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ส่วนที่เหลือถูกระบุว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย”
ในอดีต รัฐบาลศาสนาของอิหร่านเคยรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตจากความไม่สงบต่ำกว่าความเป็นจริงหรือไม่รายงานเลย
จำนวนผู้เสียชีวิตดังกล่าว หากได้รับการยืนยัน จะสูงกว่าการประท้วงหรือความไม่สงบใดๆ ในอิหร่านในรอบหลายทศวรรษ และทำให้หวนนึกถึงความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในช่วงการปฏิวัติปี 1979
นอกจากนี้ อิหร่านยังวางแผนที่จะทำการฝึกซ้อมทางทหารด้วยกระสุนจริงในวันที่ 1-2 ก.พ. ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันถึง 1 ใน 5 ของปริมาณทั้งหมดทั่วโลก
กองบัญชาการกลางของกองทัพสหรัฐฯ (CENTCOM) ได้เตือนไม่ให้อิหร่านคุกคามเรือรบหรือเครื่องบินของสกรัฐฯ ในระหว่างการฝึกซ้อม หรือขัดขวางการจราจรทางเรือ
เรียบเรียงจาก Associated Press