ส่วนพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือแม้ช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา ปริมาณฝนจะลดลง แต่ระดับน้ำโขงยังเพิ่มระดับอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายจังหวัดริมนำโขงต้องเฝ้าระวัง
ที่จังหวัดมุกดาหารเนื่องจากมีฝนตกหนักทางพื้นที่ภาคเหนือ ทำให้ระดับน้ำโขงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที่ระดับ 8 เมตร 29 เซนติเมตรห่างจากจุดวิกฤติที่ 12 เมตร 50 เซนติเมตร เพียง4 เมตร เพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน 35 เซนติเมตร ระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วส่งผลต่อการเดินเรือโดยสารข้ามฟากมุดดาหาร-สะหวันนะเขต และชาวบ้านที่มีอาชีพหาปลาในแม่น้ำโขง
เช่นเดียวกับที่จังหวัดบึงกาฬ จุดวัดระดับน้ำโขงบ้านแสนเจริญ ตำบลวิศิษฐ์ อำเภอเมืองบึงกาฬ วันนี้ระดับน้ำโขงอยู่ที่ระดับ 10 เมตร สูงขึ้นจากเมื่อวานเกือบ 1 เมตร ส่วนระดับน้ำโขงที่จังหวัดหนองคาย วัดที่ส่วนอุทกวิทยาหนองคาย วัดได้ 8 เมตร 75 เซนติเมตร เพิ่มขึ้นจากวานนี้ 27 เซนติเมตร และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นในวันพรุ่งนี้อีกประมาณ 1 เมตรเศษ อุทกวิทยาหนองคาย ได้แจ้งเตือนประชาชนตามริมฝั่งแม่น้ำโขง ให้ติดตามสถานการณ์น้ำโขงอย่างใกล้ชิด
ขณะจังหวัดทางภาคเหนือ บางพื้นที่สถานการณ์เริ่มดีขึ้น อย่างที่จังหวัดเชียงราย ครูและนักเรียนโรงเรียนห้วยพลูวิทยา ตำบลท่าสุด อำเภอเมือง เร่งทำความสะอาดอาคารเรียน นำดินโคลนออกจากห้องเรียน หลังจากวานนี้เกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมในพื้นที่ตำบลท่าสุดอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถขนย้ายทรัพย์สินขึ้นที่สูงได้ทัน ทำให้อุปกรณ์การเรียนที่อยู่ชั้นล่างเสียหายทั้งหมด โรงเรียนต้องประกาศหยุดการเรียนการสอน 2 วัน เช่นเดียวกับชาวบ้านในพื้นที่บ้านนางแลใน หมู่ 7ตำบลนางแล อำเภอเมือง ก็เร่งทำความสะอาดบ้านเช่นกัน เพราะน้ำป่าที่ไหลทะลักลงมาอย่างรวดเร็วนำดินโคลนเข้ามาในบ้านด้วย เบื้องต้นมีบ้านเรือนเสียหาย มากกว่า 50 หลังคาเรือน
ส่วนพื้นที่ตำบลบ้านดู่ ตำบลนางแล และตำบลท่าสุด ระดับน้ำลดลงเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว รวมทั้งถนนสายเชียงราย-แม่สาย เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสำรวจความเสียหายเพิ่มเติม
ที่จังหวัดพะเยา อำเภอปง เร่งซ่อมแซมสะพานเชื่อมต่อหมู่บ้าน อย่างเร่งด่วนเพื่อให้ชาวบ้านสัญจรได้ หลังถูกน้ำป่าพัดพังเสียหาย วานนี้ ขณะที่ในช่วงเที่ยง พบร่างชาวบ้าน 1 รายที่สูญหายเนื่องจากถูกกระแสน้ำพัด โดยสามารถค้นพบห่างจากจุดที่ตกน้ำไปประมาณ 300 เมตร //ส่วนภาพรวมความเสียหายที่น้ำท่วม ในพื้นที่ อำเภอ ปง และ อำเภอเชียงคำ รวม 11 ตำบล 75 หมู่บ้าน ชาวบ้านเดือนร้อนกว่า 3,000 ครัวเรือน
ที่จังหวัดน่าน ขณะนี้เป็นพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมหนักที่สุด ระดับน้ำที่สถานีวัดน้ำเมื่อช่วงบ่ายวัดได้ที่ 7 เมตร 50 เซนติเมตร ซึ่งอยู่ในระดับที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ เมื่อปี 2554 โดยระดับน้ำน่านเพิ่มขึ้นนาทีละ 1- 2 เซนติเมตร และเอ่อล้นเข้าท่วมในเขตเมืองอย่างรวดเร็ว นายกเทศมนตรีเมืองน่านต้องประกาศให้ชาวบ้านอพยพยกของขึ้นสู่ที่สูง ส่วนพื้นที่รอบนอกอย่างที่อำเภอปัว น้ำป่าไหลเข้าท่วมเช่นกัน มีรายงานมีชาวบ้านถูกน้ำพัดสูญหายแล้ว 1 ราย
น้ำท่วมน่านน่าห่วงระดับน้ำเพิ่ม การระบายทำได้ยาก
วันนี้ (16 ส.ค.59) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พื้นที่จังหวัดน่านวิกฤตหนัก ระดับน้ำน่านเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่การระบายน้ำออกทำได้ยาก โดยชาวบ้านกว่า 300 หลังคาเรือน ในหมู่บ้านท่าลี่-ภูมินทร์ อำเภอเมืองน่าน ใช้ชีวิตกับน้ำที่ท่วมสูงเกือบ 2 เมตร มานานกว่า 3 วันแล้ว หลายๆ คนยังไม่อพยพออกจากบ้านของตัวเอง ซึ่งการใช้ชีวิตของชาวบ้านที่นี้ยามค่ำคืนต้องลำบาก เพราะไม่มีไฟฟ้าใช้ ส่วนอาหารการกินก็ต้องเพิ่งพาอาศัยจากภาครัฐฯและชาวบ้านที่ช่วยกันมาแจกอาหาร บริเวณหน้าทางเข้าหมู่บ้าน ชาวบ้านที่นี้บอกว่าน้ำท่วมครั้งนี้ถือว่าหนัก และไม่แตกต่างจากปี 2549 และ 2554 ที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ บางคนก็ขนของไม่ทัน
นายกเทศมนตรีเมืองน่าน เปิดเผยว่า สถานการณ์ภาพรวมน้ำท่วมในจังหวัดเริ่มคลี่คลายตั้งแต่เมื่อคืน แต่มีอำเภอที่ยังประสบภัยน้ำท่วมอยู่ 3 อำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอสันติสุข และอำเภอเวียงสา
โดยพื้นที่ที่น่าเป็นห่วงยังคงอยู่ใน อำเภอเมือง กว่า 50% ยังมีน่าท่วมขัง โดยเฉพาะที่บ้านท่าลี่ บ้านพวงพยอม บ้านสวนตาล และบ้านดอนศรีเสริม พบว่าชุมชนเหล่านี้ ยังมีน้ำท่วมขังสูงประมาณ1เมตร-2เมตร ขณะนี้เทศบาลเมืองน่านก็ยอมรับว่า ยังระบายน้ำออกจากพื้นที่ดังกล่าวยาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ต่ำ และน้ำในแม่น่านก็ยังไม่มีทีท่าจะลดลง ซึ่งขนาดนี้ระดับน้ำในแม่น้ำยังอยู่ในระดับวิกฤกต
ส่วนพื้นที่อื่นในตัวเมือง พบว่า เขตเศรษฐกิจชั้นใน ซึ่งเป็นพื้นที่ชุมชน และ โบราณสถานหลายแห่ง ยังมีน้ำท่วมแต่ไม่สูงมาก บริเวณดังกล่าวระบายน้ำค่องข้างช้าเช่นกัน เพราะอยู่ในตัวเมือง แนวทางการระบายน้ำตอนนี้ เทศบาลจำเป็นต้องเพิ่มเครื่องสูบน้ำช่วยอย่างเร่งด่วน
ล่าสุดกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดน่าน ประกาศให้ 7 อำเภอเป็นพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม ประกอบด้วย อำเภอเมือง อำเภอท่าวังผา อำเภอภูเพียง อำเภอปัว อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอสันติสุข และ อำเภอเวียงสา คาดการณ์ว่ามีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายมากกว่า 4,000 หลังคาเรือน และยังแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสียง เฝ้าระวังต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 19 สิงหาคม นี้
จับสัญญาณ “น้ำเหนือ”
นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ให้สัมภาษณ์พิเศษกับทีมข่าว PPTV ว่า น้ำที่ไหลลงมาจากทางภาคเหนือ โดยเฉพาะที่จ.น่าน จะไหลเข้าเขื่อนสิริกิติ์โดยตรง ซึ่งเขื่อนสิริกิติ์สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 4 พันล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งช่วง 4-5 วันนี้คาดว่าจะมีน้ำไหลเข้าเขื่อนสิริกิติ์ประมาณ 300-400 ล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อน้ำเข้าเขื่อนแล้วก็จะไม่ไหลลงมาข้างล่างเขื่อน พร้อมเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ในภาคเหนือขอให้ติดตามข่าวสารของทางราชการอย่างใกล้ชิด ซึ่งวันนี้ประมาณเวลา 23.00 น. พื้นที่ที่อยู่ในเขตอำเภอเมืองแพร่ จ.แพร่ น้ำจะไหลเอ่อล้นตลิ่ง ที่อยู่บริเวณนอกคันกั้นน้ำที่เป็นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งได้แจ้งเตือนไปแล้วขอให้ประชาชนขนของไว้บนที่สูง