ประเด็นแรก คือ ประเด็นการค้าและการลงทุน จีนเป็นคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของเมียนมาร์ และเป็นประเทศที่นำเม็ดเงินเข้ามาลงทุนมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง โดยนับตั้งแต่ปี 1988 จนถึงปัจจุบัน จีนลงทุนในเมียนมาร์ไปแล้วกว่า 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของยอดการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด
การลงทุนของต่างชาติในเมียนมาร์ (ตั้งแต่ 1988 ถึง ก.ค.2016)
1.จีน 18,112 ล้านดอลลาร์
2.สิงคโปร์ 13,286 ล้านดอลลาร์
3.ไทย 10,561 ล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เมียนมาร์เริ่มต้นการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่สู่การเป็นประชาธิปไตย โดยรัฐบาลทหารกึ่งพลเรือน ภายใต้การนำของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง เมื่อปี 2011 เมียนมาร์ได้ปรับเปลี่ยนนโยบายเข้าหาตะวันตกมากขึ้น และลดการพึ่งพาจีน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดเสรีการค้าเพื่อดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศและสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ ทำให้ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจของเมียนมาร์กับจีนไม่ราบรื่นเหมือนอย่างเคย
ปัญหาโครงการลงทุนกับจีน
-โครงการสร้างเขื่อน “มี้ตโสน (Myitsone)"
-โครงการทำเหมืองแร่ เช่น เหมืองทองแดง “เลทปาดอง (Letpadaung)”
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นความขัดแย้งที่เกิดจากการระงับโครงการใหญ่ๆ ที่จีนเป็นผู้ลงทุน เช่น โครงการสร้างเขื่อนและโรงไฟฟ้าพลังน้ำ “มี้ตโสน (Myitsone)" มูลค่ากว่า 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในรัฐคะฉิ่น รวมถึงโครงการเหมืองแร่ เช่น โครงการเมืองทองแดง “เลทปาดอง (Letpadaung)” ที่มีเสียงต่อต้านจากประชาชน เนื่องจากส่งผลเสียต่อสภาพสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน
ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ รัฐบาลเมียนมาร์ก็ได้ส่งสัญญาณเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเหมือนกันวาจะตั้งคณะกรรมการพิเศษพิจารณาทบทวนโครงการสร้างเขื่อนต่างๆ ขณะที่ อธิบดีกรมการเมือง กระทรวงต่างประเทศเมียนมาร์ ก็ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอิระวดีว่า ประเด็นดังกล่าวจะอยู่ในวาระการหารือกับจีน
กระบวนการสร้างสันติภาพ - ความมั่นคงพรมแดน
-พรมแดนเมียนมาร์-จีน 2,100 + กิโลเมตร
-ปัญหากลุ่มกบฏโกก้าง
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์ และกระบวนการสร้างสันติภาพ โดยเฉพาะการสู้รบทางตอนเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของเมียนมาร์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงชายแดนเมียนมาร์-จีน ที่มีระยะทางยาวกว่า 2,100 กิโลเมตร
โดยรัฐบาลท้องถิ่นของจีนในระดับมณฑลมีบทบาทในการสนับสนุนกลุ่มกบฏ โกก้าง ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยชาวพม่าเชื้อสายจีนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนติดกับมณฑลยูนนานของจีน ซึ่งคาดว่า นางซูจีเองจะหารือกับบรรดาผู้นำจีนถึงบทบาทของจีนในกระบวนการสร้างความการปรองดองระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในเมียนมาร์ รวมถึงอาจขอให้จีนหยุดสนับสนุนกลุ่มโกก้างด้วย
ซูจีผูกสัมพันธ์จีน เพื่อนบ้านมหาอำนาจ (คลิป)
การเลือกเดินทางเยือนจีนเป็นประเทศแรกนอกอาเซียนของอองซานซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐ และรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาร์ ถูกมองจากหลายฝ่ายว่าสะท้อนถึงนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลเมียนมาร์ได้เป็นอย่างดี
แม้โดยตำแหน่ง อองซานซูจี จะเป็นที่ปรึกษาแห่งรัฐ และรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาร์ แต่เป็นที่รับรู้กันดีว่าซูจีคือผู้นำตัวจริง ทุกคำพูดและการกระทำของเธอ จึงเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ ไม่เว้นแม้การตัดสินใจเดินทางเยือนประเทศต่างๆ หลังชนะเลือกตั้ง
จีนเป็นประเทศที่สามที่ซูจีไปเยือน หลังจากลาวเป็นประเทศแรกในฐานะประธานอาเซียน และไทยซึ่งเป็นเพื่อนบ้านใกล้ชิด สะท้อนว่ารัฐบาลพลเรือนเมียนมาร์ให้ความสำคัญประเทศเพื่อนบ้านเป็นอันดับแรก และจึงตามมาด้วยประเทศใหญ่ในเอเชียอย่างจีน
ขณะเดียวกัน การที่ซูจี ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งประชาธิปไตยที่โลกตะวันตกยกย่องมายาวนาน แต่กลับเลือกไปเยือนจีนก่อนไปเยือนสหรัฐฯ ในเดือนหน้า ก็ถูกมองว่าเป็นความพยายามถ่วงดุลอำนาจระหว่างสองชาติยักษ์ใหญ่
อันที่จริงแล้วมีเหตุผลหลายประการที่เมียนมาร์สมควรให้ความสำคัญกับจีน ในแง่ความมั่นคง จีนมีชายแดนติดกับเมียนมาร์กว่า 2,100 กิโลเมตร ขณะที่ด้านการค้าการลงทุน เมียนมาร์ก็ยิ่งปฏิเสธจีนไม่ได้ เพราะจีนเป็นคู่ค้าสำคัญและผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุด
นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ของจีนและรัฐบาลชุดใหม่ของเมียนมาร์ ถูกปูทางมาตั้งแต่การเชิญซูจีเยือนจีนในปีที่แล้ว เมื่อตอนที่เธอยังมีตำแหน่งเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ครั้งนั้นจีนให้การต้อนรับซูจีอย่างดี และเป็นสัญญาณแห่งความสัมพันธ์ที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ
และเมื่อมองกำหนดการคร่าวๆ ของซูจีในการเดินทางเยือนครั้งนี้ ยิ่งเห็นภาพชัด ซูจีจะได้พบหารือกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง และนายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียง เท่ากับว่ารัฐบาลกรุงปักกิ่งปฏิบัติต่อเธอเทียบเท่าตำแหน่งผู้นำแห่งรัฐ
หมากตานี้ที่ซูจีเลือกเดิน นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ให้คะแนนบวก แต่ความท้าทายที่แท้จริงรอซูจีอยู่ที่กรุงปักกิ่ง ซูจีเองรู้ดีว่าทางการจีนต้องหยิบยกเรื่องเขื่อนมี้ตโสนมาหารือ และแม้ว่าตัวเธอเองจะเคยคัดค้านโครงการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ของจีนเหมือนกับชาวเมียนมาร์ส่วนใหญ่เมื่อครั้งเป็นฝ่ายค้าน แต่การปฏิเสธเต็มปากเต็มคำก็อาจไม่ง่ายนัก เมื่อซูจีต้องการความร่วมมือจากจีนในการจัดการกับกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จในการลงนามสัญญาปางโหลง 2 ที่จะมีขึ้นปลายเดือนนี้
การเดินทางเยือนจีนจึงเป็นบทพิสูจน์ฝีมือเจรจาการทูตของซูจี ขณะเดียวกัน ก็เป็นการพิสูจน์น้ำใจของเพื่อนบ้านมหาอำนาจอย่างจีนด้วย