แม้ตามหลักเกณฑ์นี้ กฎหมายไทยจะกำหนดแนวทางเยียวยาช่วยเหลือ เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับผู้บริสุทธิ์ หากหลักฐานเพียงพอที่ชี้ขาดได้ว่า เขาไม่ใช่ผู้ก่อเหตุจริง แต่การเกิดปัญหาลักษณะนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกและเป็นจำนวนมาก ปลัดกระทรวงยุติธรรม ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่านี่อาจกำลัง สะท้อนประสิทธิภาพบางประการของกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ไล่ตั้งแต่ ตำรวจ อัยการ ไปจนถึง ศาล
แนวทางการช่วยเหลือนายกมล แพเขียว ไม่ว่าจะมีหลักฐานใหม่ประจักษ์ชัดแค่ไหน ก็ไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงกระบวนการตามนี้ได้ เพราะนี่คือขั้นตอนตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526
ขั้นตอนต้องเริ่มจากการนำหลักฐานใหม่ที่มีมาตรวจสอบให้ชัดเจน ซึ่งเวลานี้กระทรวงยุติธรรมรับเป็นเจ้าภาพดำเนินการ จากนั้นเมื่อหลักฐานสมบูรณ์ ก็จะยื่นคำร้องขอรื้อคดีต่อศาล ในขั้นตอนนี้จะรับหรือไม่รับคำร้องถือเป็นอำนาจเต็มของศาลที่จะพิจารณาว่าหลักฐานหรือพยานใหม่มีมูลเพียงพอหรือไม่ หากศาลเห็นว่าหลักฐานมีน้ำหนักและรับคำร้อง ก็จะแจ้งต่อโจทย์ในคดีเดิมและอัยการรับทราบ เพื่อเปิดโอกาสให้โต้แย้งก่อนวันนัดสืบพยาน หากคำโต้แย้งฟังไม่ขึ้น ก็จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีใหม่
นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ยืนยันว่า การช่วยเหลือนายกมล ต้องเป็นไปตามขั้นตอนนี้ และยังไม่สามารถปล่อยตัวนายกมลได้ จนกว่าศาลจะอนุญาตให้ประกันตัวตามเงื่อนไขของกฎหมายรื้อฟื้นคดีอาญาหรือสิ้นสุดขั้นตอนในการพิสูจน์ความจริง หากสิ้นสุดกระบวนการและยืนยันได้ว่า นายกมล แพเขียว เป็นผู้บริสุทธิ์ ก็จะมีเครื่องมือในการเยียวยา คือเงินชดเชยค่าขาดประโยชน์จากการทำงานตามกฎหมายวันละ 400 บาท
แม้จะมีกลไกในการดูแลช่วยเหลือ แต่หากพิสูจน์จนพบความจริงว่านายกมลคือแพะรับบาป เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในอดีตหลายคดี ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดี เพราะตัวเงินที่ต้องจ่ายเป็นค่าเยียวยาช่วยเหลือที่สูงมากเท่าไหร่ ก็อาจหมายถึงความด้อยประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ชั้นตำรวจ อัยการ และศาล มากเท่านั้น