"ผู้นำฟิลิปปินส์" ไล่กองทัพสหรัฐ

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ผู้นำฟิลิปปินส์ประกาศว่าต้องการให้กองกำลังพิเศษของสหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากฐานทัพบนเกาะมินดาเนา ทางตอนใต้ของประเทศ โดยให้เหตุว่าการประจำการของสหรัฐฯ จะทำให้การปราบปรามกลุ่มอาบูไซยาฟยากลำบากยิ่งขึ้น

นายโรดริโก ดูเตอร์เต ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์  พูดขึ้นระหว่างพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณของข้าราชการใหม่ว่า ตนไม่อยากขัดแย้งกับรัฐบาลสหรัฐฯ แต่ทหารอเมริกันต้องออกไปจากเกาะมินดาเนา

ผู้นำฟิลิปปินส์ ให้เหตุผลในการตัดสินใจครั้งนี้ว่า หากกองกำลังพิเศษของสหรัฐฯ ยังอยู่จะทำให้ปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มอาบูไซยาฟมีความยากลำบากและซับซ้อนมากขึ้น โดยทหารอเมริกันอาจจะตกเป็นเป้าของกลุ่มก่อการร้าย อาบูไซยาฟ ในพื้นที่ได้ ซึ่งกลุ่มดังกล่าวมักจะจับตัวชาวต่างชาติไปเรียกค่าไถ่

นอกจากนี้ ดูเตอร์เต้ ยังโทษสหรัฐฯ ว่าเป็นผู้จุดชนวนความรุนแรงจากกลุ่มกบฏมุสลิมในภูมิภาคดังกล่าว โดยย้อนความหลังไปยังสมัยที่กองทัพสหรัฐฯ ปราบปรามชาวมุสลิมโมโรทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์เมื่อเกือบร้อยปีมาแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ได้สร้างความไม่พอใจให้กับชาวมุสลิมที่เป็นประชากรชนกลุ่มน้อยต่อชาวคริสเตียนคาทอลิกมาเป็นเวลานาน

ด้านนายจอห์น เคอร์บี โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ระบุว่า ยังไม่ได้รับการติดต่ออย่างเป็นทางการจากรัฐบาลฟิลิปปินส์ จากกรณีดังกล่าว แต่ยืนยันสหรัฐฯ จะยังคงเป็นพันธมิตรกับฟิลิปปินส์

แถลงการณ์ของผู้นำฟิลิปปินส์เป็นความคืบหน้าล่าสุด หลังการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่กรุงเวียงจันทน์ สปป. ลาว ที่มีเหตุการณ์ที่กระทบต่อความสัมพันธ์ ฟิลิปปินส์-สหรัฐฯ แทบทุกวัน

ตั้งแต่ ดูเตอร์เต้ เตือน ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐฯ ไม่ให้ถามตนเรื่องสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับสงครามกวาดล้างยาเสพติด และหลุดปากต่อว่าผู้นำสหรัฐว่าเป็นลูกโสเภณี จนทางสหรัฐฯ ยกเลิกการประชุมระหว่างผู้นำทั้งสองไป

หลังจากนั้น ดูเตอร์เต้ ก็ได้พูดโจมตีว่าประเทศที่ล่าอาณานิคมได้เข่นฆ่าบรรพบุรุษชาวฟิลิปปินส์  พร้อมกับไม่เข้าร่วมประชุมอาเซียน-สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามีการประกาศอย่างแข็งกร้าวถึงความต้องการที่จะขับกองกำลังสหรัฐออกไปจากภาคใต้ของฟิลิปปินส์   แต่ประธานาธิบดีดูเตอร์เต้ก็ไม่ได้บอกไม่ได้กำหนดกรอบเวลาว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร หรือจะดำเนินการให้บรรลุผลได้อย่างไร

การส่งทหารเข้าไปประจำการทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์นี้ เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ Operation Enduring Freedom หรือปฏิบัติการเสรีภาพที่ยั่งยืน และสงครามกวาดล้างก่อการร้ายทั่วโลกของสหรัฐฯ หลังจากเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน 2001

โดยสหรัฐฯ เริ่มส่งกำลังทหารชุดแรกจำนวน 1,200 นาย ในปี 2002 เพื่อให้การสนับสนุนกองทัพฟิลิปปินส์ในการสู้รบกับกลุ่มติดอาวุธอาบูไซยาฟ ทางตอนใต้ของประเทศ ที่มีสายสัมพันธ์กับเครือข่ายก่อการร้ายอัลกออิดะห์

ซึ่งประธานาธิบดีกลอเรีย อาโรโย (Gloria Arroyo) ผู้นำฟิลิปปินส์ขณะนั้น ต้องประกาศใช้สนธิสัญญาเพื่อการป้องกันทางทหารร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และฟิลิปปินส์ ปี 1951เพื่อไม่ให้ขัดกับรัฐธรรมนูญที่ห้ามไม่ให้กองทัพต่างชาติประจำการในประเทศ

โดยกองกำลังพิเศษของสหรัฐฯ นี้ จะประจำการอยู่ที่ค่ายนาบาร์โร ในเมืองซัมโบอังกา บนเกาะมินดาเนา เกาะที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองทางภาคใต้ของฟิลิปปินส์ ซึ่งเจ้าหน้าที่กองกำลังพิเศษจะไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เวลาว่างนอกค่ายเด็ดขาด ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย (ทหารสหรัฐฯ ถือเป็นตัวประกันที่มีค่ามากๆ สำหรับกลุ่มอาบูไซยาฟ ในการเรียกค่าไถ่)

ส่วนงบประมาณสนับสนุนกองกำลังพิเศษนี้ แต่ละปีคิดเป็นเงิน 52 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  โดยใช้งบจากโครงการให้ความช่วยเหลือด้านการต่อต้านการก่อการร้ายของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ  

สำหรับบทบาทของกองกำลังพิเศษสหรัฐฯ ในมินดาเนานั้น ประกอบด้วย 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่ 

1.การฝึกและติดอาวุธให้แก่กองกำลังความมั่นคงของฟิลิปปินส์ทุกหน่วยบนเกาะมินดาเนา  รวมถึงมีการซ้อมรบร่วมประจำปีที่เรียกในภาษาตากะล็อกว่า “บาลิกาตัน” (แปลว่า เคียงบ่าเคียงไหล่)

2.การให้ความช่วยเหลือและคำแนะนำกองทัพฟิลิปปินส์ในการปรับปรุงกระบวนการต่างๆ  รวมถึงบูรณาการการสั่งการ ควบคุม วางแผน การข่าว ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

3.สุดท้าย คือให้การสนับสนุนข้อมูลข่าวกรองทั้งทางทหารและพลเรือน 

จะเห็นว่าภารกิจของกองกำลังพิเศษสหรัฐฯ นั้น มาในฐานะผู้ให้คำปรึกษา และสนับสนุน อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์เปิดโปงข้อมูลลับอย่าง วิกิลีกส์ ก็เคยเปิดเผยเอกสารลับว่า จริงๆ แล้ว กองกำลังพิเศษของสหรัฐฯ ลงไปไล่ล่าผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายในมินดาเนาโดยตรงด้วย

ทั้งนี้ ปฏิบัติการร่วมของกองกำลังฟิลิปปินส์และสหรัฐฯ ถือได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยรายงานของสถาบันแรนด์ระบุว่า ในช่วงกว่า 10 ปี ของปฏิบัติการ การก่อเหตุเกาะที่เป็นแหล่งซ่องสุมของกลุ่มอาบูไซยาฟ ได้แก่ เกาะบาซิลัน เกาะโจโล (ซูลู) และเกาะตาวีตาวี  นั้นลดลงเกินกว่าครึ่ง  (จาก 73 เหตุ ในปี 2002 เหลือ 32 เหตุในปี 2012)  ขณะที่จากการเปิดเผยของกองทัพฟิลิปปินส์ จำนวนสมาชิกกลุ่มอาบูไซยาฟเองก็ลดลงจากกว่า 1,200 คน เหลือเพียง 400 กว่าคน

นอกจากนี้ การสนับสนุนของกองกำลังสหรัฐฯ ยังช่วยให้กองทัพฟิลิปปินส์มีความเข้มแข็งมากขึ้น  รวมถึงทำให้ความสัมพันธ์ทางทหารของทั้งสองประเทศแน่นแฟ้นขึ้น

กองกำลังพิเศษของสหรัฐฯ ได้ทยอยถอนกำลังออกระหว่างปี 2012-2014  ก่อนจะสิ้นสุดภารกิจอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่ผ่านมา โดยเหลือเพียงกำลังทหารเพียงส่วนหนึ่งเพื่อให้การสนับสนุนด้านเทคนิคและการประสานงานเท่านั้น

 

 

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

Arena 36

Arena 36

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ