ชนวนเหตุเริ่มตั้งแต่แฟนบอลเมืองทอง กับ การท่าเรือ เริ่มมีการยั่วยุกันระหว่างเกม จึงมีการโห่ใส่กัน พอจบเกมเจ้าหน้าที่สนามเมืองทองฯ ได้ประกาศให้แฟนบอลของท่าเรือออกจากสนามก่อนเพราะสถานการณ์เริ่มจะบานปลาย แต่แฟนบอลของการท่าเรือ ไม่ยอมออกจากสนาม จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องคอยดูแล เพื่อนำแฟนบอลออกจากสนามจนเกือบหมด จนแฟนบอลกลุ่มสุดท้ายของการท่าเรือที่อยู่นอกสนามจนไปปะทะกับแฟนบอลเอสซีจีเมืองทอง จำนวนหนึ่ง จนเจ้าหน้าที่ต้องเข้าระงับเหตุอีกครั้ง เบื้องต้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 20 ราย
การปะทะกันระหว่างแฟนบอลเมืองทอง กับการท่าเรือ เมื่อวานนี้ ไม่ใช่ครั้งแรก แฟนบอลทั้ง 2 ทีมก่อเหตุปะทะมาแล้วหลายครั้ง เหตุปะทะของแฟนบอลเมืองทอง กับ การท่าเรือ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ ปี 2553 ในการแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน ก. ซึ่งเป็นเกมที่เมืองทองฯ แชมป์ไทยลีก ในปีนั้น ต้องมาพบกับทีมการท่าเรือ แชมป์ฟุตบอลถ้วยเอฟเอ คัพ ที่สนามศุภชลาศัย
โดยรูปเกมเป็นเมืองทอง ที่นำไปก่อน 2-0 แต่เกิดความไม่พอใจในกลุ่มกองเชียร์การท่าเรือ จากจังหวะได้ประตูที่ 2 ของเมืองทอง ที่แฟนบอลท่าเรือ มองว่า น่าจะเป็นลูกแฮนด์บอลของนักเตะเมืองทอง ก่อนที่จะได้ประตู จนเป็นเหตุให้เกิดความไม่พอใจจน บานปลาย กลายเป็นจลาจลกลางสนามศุภฯ โดยสถานการณ์เลวร้าย มีการขว้างปาสิ่งของลงไปในสนาม จนผู้ตัดสินต้องตัดสินใจเป่าหยุดเกม และแฟนบอลท่าเรือ ก็พากันพังรั้วเหล็กกั้น เพื่อมาตะลุมบอลกับแฟนบอลเมืองทอง
ซึ่งบทสรุปในวันนั้น หลังจากเกมหยุดตั้งแต่ นาที 81 สมาคมกีฬาฟุตบอลในยุคนั้น ได้ตัดสินยกแชมป์ ให้กับเมืองทอง ส่วนบทลงโทษแฟนบอล ได้ห้ามแฟนบอลการท่าเรือ เข้าชมการแข่งขันในบ้านเป็นจำนวน 3 นัด และปรับเงินอีกหลายแสนบาท
ครั้งที่ 2 วันที่ 18 ตุลาคม ปี 2557 หรืออีก 4 ปีต่อมาจากเหตุปะทะกันครั้งแรก เมื่อเมืองทอง ต้องเปิดบ้านรับการมาเยือนของ การท่าเรือ ที่ในตอนนั้นใช้ชื่อ สิงห์ท่าเรือ ในเกมไทยลีกโดยผลการแข่งขัน เป็นเมืองทอง เอาชนะ ท่าเรือ ไปได้ 3-1
ซึ่งเกมนัดนี้ มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ และสารวัตรทหาร มาคุมสถานการณ์จำนวนมาก แต่กลับเกิดเหตุการความวุ่นวายเกิดขึ้นอีกครั้ง บริเวณนอกสนามตรงสี่แยกก่อนถึงสนาม ทั้ง 2 ฝ่าย ต่างอ้างว่า ถูกอีกฝ่ายปิดล้อมจนบานปลาย กลายเป็นเหตุปะทะและมีเสียงดังคล้ายระเบิดเป็นระยะๆ ซึ่งเหตุการณ์ความวุ่นวายทั้งหมดกินเวลาร่วมชั่วโมง ก่อนที่กำลังเจ้าหน้าที่ จะเข้าควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้
ภายหลังมีรายงานจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต ส่วนบทลงโทษ สมาคมกีฬาฟุตบอลชุดที่แล้ว ให้ตัดคะแนนทั้งสองทีม 9 แต้ม ปรับทีมละ 3 แสนบาท แถมยังมีบทเฉพาะกาลระบุเอาไว้ว่า หากแฟนบอลทั้ง 2 ทีมก่อเหตุทะเลาะวิวาทอีกครั้งจะพิจารณาลงโทษขั้นสูงสุดปรับตกดิวิชั่น หรือ เพิกสิทธิ์ห้ามลงแข่งขันในรายการที่สมาคมกีฬาฟุตบอลรับรอง
หลังจากประกาศบทลงโทษเมืองทอง ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากฤดูกาลนั้นหมดลุ้นแชมป์ไปแล้ว ส่วนการท่าเรือ ต้องดิ้นรนอย่างหนัก เพื่อหนีตกชั้น ก่อนที่จะรอดหวุดหวิด แม้จะถูกตัดแต้ม ก็ตาม ด้วยการมีคะแนนห่างจากโซนตกชั้นเพียง 2 แต้มเท่านั้น
ส่วนความคืบหน้า การทำหน้าที่ของฝั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. นนทบุรี ตอนนี้ ยังไม่ได้ตัวผู้ก่อเหตุมาสอบปากคำแต่มีชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ทยอย เดินทางให้ข้อมูลหลักฐานต่อเจ้าหน้าที่
พล.ต.ต.สุศักดิ์ ปรักกมะกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด นนทบุรี เผยว่า ขณะนี้ ยังไม่มีการเรียกตัวผู้ก่อเหตุมาสอบปากคำ ทาง สภ. ประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ หรือผู้ที่มีคลิปวิดิโอเป็นหลักฐาน เดินทางเข้าให้ปากคำ ซึ่งก็ได้รับความร่วมมืออย่างดี และหากทราบตัวผู้ก่อเหตุแล้วจะแจ้งข้อหาร่วมกันทำร้ายผู้อื่น เป็นเคสๆไป
นอกจากนั้น ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า มีแฟนบอล 3 ราย ที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจะ เข้าให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจภายในวันนี้
ขณะที่ผู้บาดเจ็บสาหัส ล่าสุด ปลอดภัยแล้ว ฟื้นมีสติแล้ว แต่ยังไม่สามารถพูดได้ สื่อสารกับญาติ ด้วยการเขียนข้อความ โดยมี ภรรยา และพี่ชาย เฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด
พลตำรวจเอกสมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ให้สัมภาษณ์ยืนยันเรื่องบทลงโทษของแฟนบอลเมืองทอง กับ การท่าเรือ ที่จะอิงการตัดสินจากคณะกรรมการชุดเดิม ระบุไว้ว่าหากเกิดเหตุการณ์ปะทะกันของแฟนบอลทั้ง 2 ทีมอีก จะถูกลงโทษด้วยการลดชั้น หรือ เพิกถอนห้ามแข่ง มีคำถามว่า บอลลีกคัพที่เกิดเหตุเมื่อวานนี้ ทำไมไปตัดแต้มในลีก
อธิบายได้ดูตามโครงสร้างการบริหารงานที่สมาคมยุคนายวรวีร์ มีการแบ่งแยก ฟุตบอลถ้วยกับเอฟเอคัพ อยู่ภายใต้การจัดการของสมาคมกีฬาฟุตบอล แต่หากเป็นบอลไทยลีก อยู่ภายใต้การบริหารงานของบริษัทไทยพรีเมียร์ลีก มีคณะอนุกรรมการพิจารณามารยาท วินัย แยกมาต่างหาก แยกการลงโทษชัดเจน
ส่วนสมาคมกีฬาฟุตบอลยุคพลตำรวจเอก สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง มีโครงสร้างรวมการทำงาน ในบริษัทพรีเมียร์ลีกไทยแลนด์ไม่มีคณะอนุกรรมการ แต่มีคณะกรรมการมารยาทวินัยกลางที่ใช้ทำหน้าที่ดูแลทุกลีก นำผลการพิจารณาเสนอไปยังนายกสมาคมกีฬาฟุตบอล ซึ่งนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลบอกว่าสามารถทำได้และจะใช้แนวทางการลงโทษที่เคยมีบทเฉพาะกาลของการตัดสินจากสมาคมชุดที่แล้ว
เหตุแฟนบอลปะทะกันตรงบริเวณ 4 แยกก่อนเข้าสนามเมืองทอง มีข้อสงสัยว่าอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของทีมเหย้าหรือเปล่า
ตามระเบียบของฟีฟ่า หรือ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ แบ่งออกเป็น 5 โซน โซนแรก เรียกว่า Public Zone หรือโซนสำหรับบุคคลทั่วไป ซึ่งเป็นพื้นที่รอบเมืองของสนามที่จัดแข่งขัน โดยถือเป็นส่วนด้านนอก ไม่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของทีมเจ้าบ้าน
โซนที่ 2 เรียกว่า เอ็กซ์คลูซีฟ โซน ส่วนนี้ ถือว่าอยู่ในการดูแลของทีมเหย้า เพราะเป็นบริเวณเชิงพาณิชย์ มีการโปรโมท โฆษณา หากเทียบแล้วคือบริเวณรั้วของสนาม จนถึงระยะราวๆ 1 กม. หรือจนสุดระยะสายตา หากมองไปจากรั้วสนาม ซึ่งจุดเกิดเหตุ คือ 4 แยก นับว่าอยู่ในโซนนี้
โซนที่ 3 ตรงนี้คือบริเวณที่จะมีเจ้าหน้าที่สนามและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ตรวจบัตร สำหรับสนามเมืองทอง คือตั้งแต่รั้วด้านหน้าสนาม
โซนรองสุดท้าย คือพื้นที่รอบสเตเดี้ยม ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวก บริเวณลานจอดรถรอบสเตเดี้ยม ส่วนโซนสุดท้าย โซนที่ 5 คือภายในสนามแข่งขันและอัฒจรรย์ ที่นั่งทั้งหมด จากการแบ่งโซนทั้ง 5 หากยึดตามระเบียบของฟีฟ่า มีเพียงโซนแรก หรือ Public Zone เท่านั้น ที่ไม่ได้อยู่ในความดูแลของทีมเหย้า ถ้าดูจากการแบ่งโซนของฟีฟ่า