ไม่เฉพาะธุรกิจสื่อสารมวลชนเท่านั้น ที่ต้องเดินหน้าปรับตัวสุดกำลัง เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล แต่สำหรับผู้ประกอบการภาคธุรกิจ โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค ก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่จำเป็นต้องหมุนตามให้ทัน พฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคที่ไม่หยุดนิ่ง โดยเฉพาะในยุค 4.0 ที่ผลิตภัณฑ์ต้องพัฒนาบนพื้นฐาน นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมไปถึงการทำการตลาดที่เชื่อมโยงข้อมูลในหลายมิติ เพื่อผลักดันให้สินค้าและบริการครองใจผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายได้อยู่หมัด
“ช้าง” ไม่ได้มีดีแค่เปลี่ยนสีขวด แต่พัฒนารสชาติให้ “นุ่มนวล” มากยิ่งขึ้น
ขอบคุณภาพจาก Chang World
“ในปี 2020 ช้างมีเป้าหมายขยายออกนอกประเทศ และตั้งเป้าว่าขึ้นเป็นเครื่องดื่มอันดับ 1 ในอาเซียน” เอ็ดมอนด์ เนียว คิม ชูน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บอกถึงเป้าหมายในอนาคตของช้างในตลาดต่างประเทศ
แต่ก่อนที่ช้างจะบินไกลได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ การพัฒนาปรับปรุงแบรนด์และผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่ช้างต้องก้าวผ่าน เขาบอกว่าประสบการณ์ 20 ปีที่ผ่าน ซึ่งช้างได้ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามาโดยตลอด ทำให้ทราบว่าพฤติกรรมการดื่มเบียร์ ของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปจากเดิม สมัยก่อนคนที่ซื้อเบียร์ช้างเหตุผลสำคัญ มาจากรสชาติที่เข้มข้นและราคาไม่แพง
แต่ทุกวันนี้ผู้บริโภคไม่ได้ดื่มเบียร์ช้าง เพียงแค่รสชาติและราคาที่ไม่สูงมากเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยด้านภาพลักษณ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้น การปรับปรุงผลิตภัณฑ์ เพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภครุ่นใหม่ แต่ในขณะเดียวกันต้องไม่ทิ้งกลุ่มลูกค้าเก่าจึงสำคัญมาก ภายใต้โจทย์นี้ช้างจึงเลือกที่เปลี่ยนสีขวด แต่คงไว้ซึ่งโลโก้ที่คลาสสิค
“สิ่งที่ช้างทำไม่ใช่แค่การปรับเปลี่ยนดีไซน์ โลโก้ และสีขวดเท่านั้น แต่ยังพัฒนารสชาติให้ดีขึ้นด้วย เพราะปัจจุบันคนไม่ได้ใช้ปากดื่มเบียร์อย่างเดียว แต่มีปัจจัยด้านภาพลักษณ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย”
หลังจากการปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัย และตอบโจทย์ความต้องการลูกค้ามากขึ้น ทำให้กำไรรวมเพิ่มขึ้นกว่า 200% หัวใจสำคัญคือหลังการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์และตัวสินค้า จะไม่ขึ้นราคาทันทีเพราะจะทำให้เกิดภาวะช็อก แต่หลังจากนั้นเมื่อลูกค้าให้การยอมรับจึงค่อยๆ ปรับขึ้นตามลำดับ
“บาบีคิว พลาซ่า” ขอเป็นแบรนด์ที่คนรักมากที่สุด
ขอบคุณภาพจาก Bar B Q Plaza
“ถ้าวันนั้นเราตั้งเป้าหมายว่าบาบีคิว พลาซ่า จะต้องเป็นร้านอาหารที่ขายดีที่สุด ทิศทางกลยุทธ์และการบริการจะไม่เป็นแบบนี้ และอาจทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จเหมือนอย่างที่เป็นในทุกวันนี้” บุณย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด หรือที่ทุกคนรู้จักดีในนาม บาบีคิว พลาซ่า ย้ำถึงทิศทางการพัฒนาแบรนด์ เพื่อมุ่งสู่การเป็นร้านอาหารที่หนึ่งในใจผู้บริโภค
บาบีคิว พลาซ่า อยู่คู่สังคมไทยมานานกว่า 29 ปี ระยะเวลาที่ผ่านมามีการปรับปรุงอาหารและบริการอย่างต่อเนื่อง แต่ในยุคหลังโดยเฉพาะในช่วง 3 ปีหลัง ถือเป็นช่วงที่แบรนด์มีการปรับตัวมากที่สุด เริ่มจากจัดโปรโมชั่นบุฟเฟ่ต์ปีละ 1 ครั้ง และการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ต่างๆ ทีละเล็กละน้อย แม้กระทั่งตัวอักษรในโปสเตอร์ รวมไปถึงทิศทางและกลยุทธ์การบริหารงาน
“เราตั้งเป้าหมายว่าอยากเป็นร้านอาหารที่คนรักที่สุด หนทางที่จะไปสู่จุดนั้นเราให้ความสำคัญกับลูกค้ามาเป็นอันดับหนึ่ง ลูกค้าในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่ผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงพนักงานในองค์กร โดยเฉพาะพนักงานประจำสาขาที่ทำงานหนักมากด้วย”
ด้วยกลยุทธ์ที่ตั้งไว้ทำให้ทิศทางการบริหารงาน รวมไปถึงการสื่อสารแบรนด์สู่ผู้บริโภค ออกมาในลักษณะที่เป็นการมอบความสุข ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการทำแคมเปญวันแม่ โดยการเลือกเอาพนักงานมาเป็นตัวแสดง เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้แคร์แค่ลูกค้าเท่านั้น แต่พนักงานทุกคนก็เหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน หลังเผยแพร่คลิปวีดีโอดังกล่าวออกไป ทำให้วันแม่ในปีนั้นยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 24% เมื่อเรามาถูกทาง แคมเปญและกิจกรรมมอบความสุขต่างๆ จึงเกิดขึ้นตามมา
ล่าสุดการเปิดตัวกระทะและเตาใหม่ ก็ถือเป็นการก้าวไปอีกหนึ่งขั้นของบาบีคิว พลาซ่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เปรียบเสมือนการผ่าตัดหัวใจ หมายความว่าการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ บาบีคิว พลาซ่า ต้องรอด นี่จึงเป็นคำตอบของคำถามที่หลายคนข้องใจว่า ทำไมเราถึงใช้ระยะเวลานานกว่า 6 ปี ในการปรับเปลี่ยนกระทะและเตาย่าง
“ศรีจันทร์” วิจัยและพัฒนา สร้างแป้งแบรนด์ไทยที่ดีที่สุด
ขอบคุณภาพจาก Srichand ศรีจันทร์
“ในช่วงที่เข้ามาสานต่อตอนนั้นภาพลักษณ์แป้งศรีจันทร์ เหมือนคนที่อยู่กระต๊อบร้างชานเมือง จะทำอย่างไรให้สามารถย้ายเข้ามาอยู่คอนโดหรูกลางเมืองให้ได้” รวิศ หาญอุตสาหะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นการเข้าพัฒนาปรับปรุงแป้งผงศรีจันทร์ สู่ผลิตภัณฑ์ความงามสุดทันสมัย
เมื่อเข้ามาสานต่อธุรกิจใหม่ๆ เรามองว่าต้องมีการปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ ให้มีความสวยงามมากขึ้น ผลที่ตามมาคือในช่วง 3 ปีแรก แป้งศรีจันทร์เปลี่ยนแพคเกจไป 7 ครั้ง ซึ่งภาพรวมก็ไม่ได้แตกต่างจากเดิมมากนัก ทว่าจุดเปลี่ยนสำคัญของการพัฒนาแบรนด์ที่แท้จริง คือการทำวิจัยและเก็บข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค ไม่เพียงเท่านั้นหนึ่งในทีมงาน ยังได้ไปปรึกษาจิตแพทย์เจาะลึกรายละเอียด เกี่ยวกับชุดความคิดด้านความงามของคนไทย เพื่อนำข้อมูลที่ได้ทั้งหมดมาประมวลผล และนำไปสู่การวางทิศทางปรับปรุงพัฒนาสินค้า ให้ตอบโจทย์และตรงใจผู้บริโภคคนไทยมากที่สุด
"สิ่งที่ได้จากการศึกษาวิจัยเชิงลึก ไม่เพียงทำให้เรารู้ว่าควรพัฒนาแบรนด์ แต่ยังทำให้เรารู้ว่าปัญหาสำคัญของแป้งตลับ คือการหกเลอะในกระเป๋าของผู้หญิง เราจึงพัฒนานวัตกรรมฝาเกลียว 2 ชั้น หมุนปิดได้ป้องกันแป้งหก ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่มากสำหรับผู้หญิง”
ไม่เพียงปรับเปลี่ยนคุณภาพตัวผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ขณะเดียวกันศรีจันทร์ยังยกเครื่องการสื่อสารของแบรนด์ให้ดูทันสมัยมากขึ้น ซึ่งทำให้ยอดขายรวมเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว และยังมีการแตกไลน์แป้งสำหรับผู้ชายเพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ที่อยากหน้าขาวใสไม่มันวาวอย่างในอดีต ซึ่งจากสัดส่วนการขายนั้น พบว่า กว่า 20% มากจากแป้งสำหรับผู้ชาย โดยพบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่มนี้คือซื้อที่ละเยอะๆ แบบมาทีเดียวซื้อใช้ได้นานๆ
“เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าได้ทุกกลุ่ม เร็วๆ นี้ ศรีจันทร์จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งมีการปรับปรุงภาพลักษณ์ให้สวยงามทันสมัยมากขึ้น รวมไปถึงการนำเอาวัตถุดิบที่มีคุณภาพเท่าที่จะหาได้ มาเป็นผลิตเป็นแป้งคุณภาพสูงในราคาที่ทุกคนจับต้องได้”