แม้วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย จะยื่นร่างพระราชกฤษฎีกาต่อสภาฯ เพื่อยกเลิกข้อตกลงควบคุมและจัดการพลูโตเนียมที่ทำกับสหรัฐฯ ไปแล้ว แต่ในบัญชีแนบท้าย มีรายละเอียดข้อแม้บางประการที่ระบุว่าหากสหรัฐฯ ปฏิบัติตาม ก็อาจทำให้เครมลินกลับมาพิจารณาข้อตกลงนี้ใหม่
ข้อแม้ที่ว่าล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องราวความหลังฝังใจที่รัสเซียมีกับสหรัฐฯ ย้อนกลับไปหลายเรื่อง ในช่วงไม่กี่ปีให้หลังนับตั้งแต่ปูตินกลับมานั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีอีกครั้งในปี 2012 เริ่มตั้งแต่การขอให้สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมดที่สหรัฐฯ และโลกตะวันตกใช้กับรัสเซีย หลังผนวกไครเมียมาจากยูเครนในช่วงปี 2014 และเรียกร้องให้จ่ายค่าชดเชยเยียวยาให้กับรัสเซียด้วย รวมถึงยกเลิกการคว่ำบาตรที่สหรัฐฯ กระทำต่อข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัสเซียบางรายที่มีส่วนรู้เห็นกับการตายในห้องขังของทนายความต่อต้านการทุจริตชาวรัสเซีย เซอร์เก แมกนิตสกี ในช่วงปี 2012
ไม่เพียงเท่านั้น รัสเซียยังใช้ข้อตกลงควบคุมและจัดการพลูโตเนียม มาแลกกับการขอให้สหรัฐฯ ถอนทหารจากประเทศสมาชิกองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต้ ในยุโรปตะวันออก ให้กลับไปเป็นเหมือนก่อนเดือนกันยายนปี 2000 หลังจากที่นาโต้เพิ่มกำลังทหารประเทศสมาชิกในบริเวณดังกล่าวเพื่อป้องกันกับภัยคุกคามจากรัสเซีย
ทุกข้อที่รัสเซียยกมา ล้วนเป็นจุดยืนที่ตรงกันข้ามกับนโยบายของสหรัฐฯทั้งสิ้น จึงถูกมองว่าเป็นการยื่นข้อเสนอที่สหรัฐฯ ไม่อาจรับได้
การยกเลิกข้อตกลงดังกล่าวแสดงถึงความสัมพันธ์อันย่ำแย่ระหว่างเครมลินและวอชิงตัน ซึ่งตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่หลังการผนวกไครเมียในปี 2014 เหมือนดังที่ปูตินระบุเหตุผลในการออกร่างกฎหมายยกเลิกข้อตกลงควบคุมและจัดการพลูโตเนียมว่า เพื่อป้องกันภัยคุกคามต่อความมั่นคงของรัสเซียซึ่งเป็นผลจากการกระทำอันไม่เป็นมิตรของสหรัฐฯ
สอดคล้องกับนักวิเคราะห์บางส่วน ที่มองว่าการตัดสินใจยกเลิกเจรจาสันติภาพซีเรียของสหรัฐฯ และการตัดสินใจยกเลิกข้อตกลงควบคุมและจัดการพลูโตเนียมของรัสเซีย ไม่ได้เป็นผลมาจากความไม่ลงรอยกันในเรื่องซีเรียเท่านั้น หากแต่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการเมืองและการช่วงชิงอำนาจของอดีตคู่ขัดแย้งสงครามเย็น ที่กำลังนำพาบรรยากาศเดิมหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองกลับมาอีกครั้ง