ชาวนาบ้านโคกกลาง อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ประสบปัญหาเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากโรงสีไม่รับซื้อข้าวเปลือกเกี่ยวสดที่ชาวนาขนใส่รถไปรอขาย โดยอ้างว่ามีความชื้นสูงทำให้ชาวนาต้องขนข้าวเปลือกกลับบ้านเพื่อนำมาตากให้แห้งก่อนจะลองนำกลับไปขายใหม่อีกรอบแต่หากถูกปฏิเสธไม่รับซื้อหรือได้ราคาต่ำมากจนเกินไปก็จะเก็บไว้บริโภคเพราะไม่มีทางเลือก ขณะที่ชาวนาบางรายก็ชะลอนำข้าวเปลือกไปขายเพราะได้ราคาต่ำเหลือเพียงกิโลกรัมละ 5 – 6 บาท หรือตันละ 5 – 6พันบาทเท่านั้นซึ่งไม่อยู่ที่จุดคุ้มทุนจึงตัดสินใจตากข้าวเก็บใส่ยุ้งไว้ก่อน ซึ่งทางกลุ่มชาวนา เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งหาแนวทางช่วยเหลือโดยการพยุงราคาข้าวให้สูงขึ้น หากเป็นไปได้ก็อยากให้อยู่ที่กิโลกรัมละ 15 บาทจึงจะมีเงินเพียงพอใช้หนี้ ธกส.
ส่วนที่จังหวัดน่าน ชาวนาอำเภอท่าวังผา เรียกร้องขอให้รัฐบาลช่วยเหลือเรื่องจำหน่ายข้าวเปลือกขอให้มีราคาสูงมากกว่านี้ อย่างน้อยก็ขอให้เท่ากับปีก่อน ๆ ในราคากิโลกรัมละ 13 บาท เนื่องจากนี้ชาวนาก็ขอให้ทาง ธกส.ยืดระยะเวลาการชำระหนี้ต่อไปอีก ทั้งนี้ข้าวที่ปลูกมีน้อยประกอบกับข้าวเสียหายจากภัยน้ำท่วมที่ผ่านมา จึงได้ผลผลิตน้อย ส่วนใหญ่ก็เพียงพอสำหรับการเก็บไว้กิน แต่ก็มีบางรายเหลือนำไปขายเพื่อนำเงินมาใช้จ่าย แต่ราคาก็ไม่ดี จึงทำให้หลายรายเดือดร้อนหนักถึงกับขาดทุน และคงต้องกู้หนี้ยืนสินกันต่อไป
ชาวนาในพื้นที่ อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ระบุถึงกรณีที่หลายฝ่ายแนะนำว่าให้ชาวนาหันมาสีข้าวและขายปลีกเอง เพื่อตัดวงจรพ่อค้าคนกลางออกไป เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะทำได้ เนื่องจากไม่มีโรงสีข้าวอยู่ใกล้ๆ และไม่มีตลาดรับซื้อ จึงต้องการขายให้กับโรงสีข้าวเช่นเดิม เพื่อนำเงินก้อนมาใช้หนี้
ทั้งนี้หากต้องการให้ชาวนาหันมาสีข้าวขายเอง ก็ควรหาตลาดรับซื้อให้ด้วย แต่ในระยะสั้นขณะนี้ ต้องการให้รัฐช่วยพยุงราคาข้าว อย่างน้อยที่ 7000 บาทต่อตัน