จากกรณีพิธีกรและนักแสดงหนุ่มชื่อดัง ก่อเหตุทำร้ายร่างกายคู่กรณี ที่ขี่รถมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวชนรถยนต์ จนเกิดเป็นกระแสวิจารณ์ทั่วสังคมออนไลน์ โดยขณะนี้ต้นสังกัดยกเลิกสัญญา ขณะที่สถานีโทรทัศน์บางแห่ง ระงับการออกอากาศละครและรายการ ที่เจ้าตัวเป็นนักแสดงและพิธีกร หลังจากมีผู้ถ่ายคลิปวีดีโอขณะเกิดเหตุ และนำมาเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียนั้น
ทีมนิวมีเดีย PPTV สอบถามไปยัง พญ.พรรณพิมล วิปุลากร ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข อดีตรองอธิบดีกรมสุขภาพจิต เกี่ยวกับประเด็นกลไกการทำงานของสมอง และความสามารถในการยับยั้งชั่งใจ กรณีเกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าว เพื่อเป็นแนวทางในการป้องกันความรุนแรง ได้รับคำอธิบายว่า “แต่ละคนจะมีระยะเวลาหรือแรงกระตุ้นถึงขึ้นลงไม้ลงมือ เมื่อเจอเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดอารมณ์โกรธต่างกัน แต่โดยรวมส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นเพียงเสี้ยวนาที ปัจจัยสำคัญขึ้นอยู่กับเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น เกี่ยวข้องกับบุคคลหรือสิ่งของที่รักมากขนาดไหน หากเป็นสิ่งที่ห่วงมากอาจกระตุ้น ให้แสดงพฤติกรรมรุนแรง ซึ่งส่วนใหญ่มักก่อให้เกิดผลเสียตามมา เช่น กรณีดังกล่าวที่เกิดขึ้น”
พญ.พรรณพิมล กล่าวต่อว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่กระตุ้นให้โมโหถึงขั้นสุด สมองส่วนที่สั่งการเกี่ยวกับอารมณ์ จะไม่สามารถยังยั้งชั่งใจได้ อย่างไรก็ตาม ก่อนที่อารมณ์โกรธจะพุ่งถึงขีดสุด หากเป็นผู้ที่ได้รับการฝึกฝนในด้านนี้ จะสามารถปรับระดับอารมณ์และควบคุมตัวเองได้ แนวทางฝึกฝนคือต้องกลับไปสำรวจจุดอ่อนทางอารมณ์ ของตนเองว่ามีความอ่อนไหวในเรื่องใดบ้าง จากนั้นให้เริ่มหาทางแก้ไขและป้องกัน
ส่วนเทคนิคในการระงับอารมณ์โกรธขณะเกิดเหตุ โดยเฉพาะการขับรถในปัจจุบันที่เกิดการกระทบกระทั่งขึ้นบ่อยนั้น พญ.พรรณพิมล ระบุว่าทุกคนต้องหันกลับมาสนใจพฤติกรรม หรือการกระทำของตัวเองให้มากขึ้น จะสามารถช่วยให้ยับยั้งชั่งใจอารมณ์ชั่ววูบได้ดีขึ้น แต่โดยทั่วไปเรามักโฟกัสที่การกระทำของคนอื่นเป็นหลัก เมื่อเป็นเช่นนี้อารมณ์จึงขึ้นลงตามสิ่งที่เรามองเห็น โดยลืมคิดไปว่าตัวเราเองก็อาจมีส่วน ทำให้เกิดอุบัติเหตุในบางกรณีเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เนื่องการทำผิดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน จึงอยากให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เป็นกรณีศึกษาของสังคมไทยว่าเมื่อใดก็ตาม ที่เรามีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการใช้ความรุนแรงกับผู้อื่น ถือเป็นสิ่งที่สังคมส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ ดังนั้น ผู้ที่มีจุดอ่อนของอารมณ์ในลักษณะนี้ ต้องฝึกฝนพยามปรับแก้จุดอ่อนให้เป็นจุดแข็ง ขณะเดียวกันในส่วนของผู้คนในสังคม ควรเปิดโอกาสให้กับผู้กระทำผิด ที่สำนึกและพร้อมกลับตัวกลับใจ เพราะทุกคนต่างมีโอกาสพลาดพลั้งกันทั้งนั้น ซึ่งโดยปกติตามหลักแล้วไม่มีใครอยากพลาด กลายเป็นจำเลยของสังคม
“ทุกคนมีโอกาสพลาดพลั้งในเรื่องที่ต่างกันออกไป สิ่งสำคัญคือเมื่อรู้ว่าผิดพลาดต้องเรียนรู้ที่จะแก้ไข ขณะเดียวกันคนที่ยังไม่เคยทำผิด ก็ต้องไม่ประมาทเพราะเราไม่สามารถ รู้ได้ว่าอนาคตเหตุการณ์ลักษณะนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเราหรือไม่ จึงอยากให้คิดเสมอว่าหากวันนั้นมาถึง ตัวเราเองก็ไม่ควรทำในสิ่งที่เคยมองว่าไม่ดี”
ขอบคุณภาพประกอบจาก Somchai Tum Jaitong