ชี้ “ทรัมป์” อาจไม่สามารถทำตามนโยบายหาเสียงได้ทั้งหมด

โดย PPTV Online

เผยแพร่

วิเคราะห์เหตุผลที่คนอเมริกันเลือก “โดนัลด์ ทรัมป์” เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 45 เพราะต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง

พลิกความคาดหมายไม่น้อย สำหรับผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 45 หลัง “โดนัลด์ ทรัมป์” เศรษฐีฝีปากกล้า ตัวแทนพรรครีพับลิกัน เอาชนะ “ฮิลลารี คลินตัน” ตัวแทนพรรคเดโมแครต แบบขาดลอยชนิดที่เรียกว่าหักปากกาเซียน ด้วยคะแนน 289 ต่อ 218

รศ.ดร.กิตติ ประเสริฐสุข ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา และอาจารย์สาขาวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ ระบุว่าผลการเลือกตั้งที่ผลิกโผตอกย้ำว่า คนอเมริกันต้องการรูปแบบการบริหารประเทศ ที่แตกต่างไปจากเดิม จึงเลือก “โดนัลด์ ทรัมป์” ตัวแทนพรรครีพับลิกัน ซึ่งชัดเจนว่ามีนโยบายบริหารประเทศตรงข้ามกับ “ฮิลลารี คลินตัน” ตัวแทนพรรคเดโมแครต โดยเฉพาะนโยบายต่อต้านผู้อพยพ ซึ่งขณะนี้กำลังเป็นประเด็นใหญ่ในสหรัฐฯ เนื่องจากคนจำนวนไม่น้อยได้เห็นตัวอย่างในยุโรป และค่อนข้างกังวลที่ผลกระทบที่จะตามมา

ขณะเดียวกันประเด็นหาเสียงที่ ทรัมป์ ระบุว่า จะต่อต้านทุนข้ามชาติ โดยประกาศไม่เข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ TPP พร้อมทั้งจะเรียกร้องให้กลุ่มธุรกิจกลับมาลงทุนในประเทศ เพื่อสร้างงานให้กับคนอเมริกัน ก็มีส่วนทำให้คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า นโยบายนี้จะช่วยลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนลงได้

ไม่เพียงเท่านั้น เนื่องจากที่ผ่านมา การบริหารงานของ บารัค โอบามา ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่มากนัก ดั่งเช่นนโยบายหาเสียงที่เจ้าตัวประกาศไว้อย่างชัดเจน ว่าหากได้เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ จะนำพาความเปลี่ยนแปลงมาสู่ประเทศ บทเรียนนี้ทำให้คนอเมริกันเชื่อว่า หากเลือก คลินตัน รูปแบบการบริหารประเทศ ไม่แตกต่างจากการบริหารงานของ โอบามา ซึ่งในช่วงหลังคะแนนนิยมลดลงอย่างมาก

“ผลการเลือกตั้งที่ออกมาในลักษณะนี้ สะท้อนให้เห็นว่าคนอเมริกัน ต้องการเปิดโอกาสให้ตัวแทนจากพรรคอื่นเข้ามาบริหารประเทศ โดยหวังว่าจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลง ไปจากรูปแบบการบริหารเดิมในสมัยโอบามา”

ทั้งนี้ สิ่งที่คนอเมริกันและทั่วโลกต้องจับตาต่อไป คือผลงานการบริหารงานว่า ทรัมป์ จะสามารถทำได้ตามที่หาเสียงหรือไม่ ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมานั้น รศ.ดร.กิตติ มองว่าอาจไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะภายใต้การบริหารงานประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังคงต้องเจอกับกลไกค้านอำนาจ จากทั้งสภาคองเกรสและภาคธุรกิจยักษ์ใหญ่ ซึ่งกลุ่มหลังมีบทบาทค่อนข้างมาก ทำให้อาจไม่สามารถแทรกแซง รูปแบบการบริหารธุรกิจที่เป็นไปในลักษณะ การอ้างอิงตามหลักเศรษฐศาสตร์ความคุ้มทุนและผลกำไร มากกว่าหลักรัฐศาสตร์การเมืองการปกครอง

ที่สำคัญไม่ว่าจะเป็น พรรครีพับลิกัน หรือ พรรคเดโมแครต ทั้งสองก็ต่างมีผู้มีบทบาทและอิทธิพล กำหนดรูปแบบทิศทางการบริหารงานอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งบุคคลกลุ่มนี้มีบทบาทอย่างมาก ในการคัดค้านหรือสนับสนุนนโยบายการบริหารงาน ดังนั้น จึงเชื่อได้ว่าเมื่อถึงเวลาจริง ทรัมป์ อาจไม่สามารถทำได้ตาม ที่ประกาศหาเสียงไว้ทั้งหมด

ส่วนประเด็นความสัมพันธ์กับประเทศไทยนั้น เนื่องจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนล่าสุด ไม่ได้มากับนโยบายที่เน้นหลักประชาธิปไตย จึงไม่น่าจะเข้ามาข้องเกี่ยวในประเด็นนี้มากนัก แต่อาจเข้ามาในรูปแบบความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจแทน

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

ทันโลก express

ทันโลก express

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ