กระบวนการบำบัดก๊าซ ผ่านระบบแยกก๊าซ ที่เรียกว่า ไบโอ สครับเบอร์ เป็นแนวทางที่โรงงานผลิตเอทานอล บริษัทไทย อะโกร เอ็นเนอร์ยี่ ต่อรองกับชาวบ้าน เพื่อขอเวลา 1 เดือน นำก๊าซส่วนเกินที่เกิดขึ้นใต้แผ่นพลาสติกคลุมบ่อเก็บกากส่า เกิดเป็นภูเขาก๊าซสูงกว่า 20 เมตร ปริมาณก๊าซตกค้างกว่า 2 แสนลูกบาศก์เมตร โดยจะนำก๊าซไปบำบัด เพื่อ แยกก๊าซไข่เน่า หรือไฮโดรเจนซัลไฟด์ออกสู่หม้อต้ม และนำก๊าซมีเทนมาใช้เป็นพลังงานในการผลิตเอทานอลต่อไป
ส่วนน้ำกากส่าที่เกิดขึ้นใหม่ในกระบวนการผลิตเอทานอล ได้นำไปบำบัดทำไบโอก๊าซ จากนั้นนำไปตากในบ่อเปิดให้เกิดการระเหย แต่ยังมีส่วนที่กักเก็บไว้จำนวนมาก ที่สร้างปัญหาทางสิ่งแวดล้อม
1 เดือนที่ขอ ไม่ได้รับการตอบรับจากชาวบ้าน ซึ่งไม่เชื่อในแนวทางการจัดการของโรงงาน ว่าจะแก้ปัญหากลิ่นเหม็นที่ได้รับมายาวนานกว่า 10 ปี เพราะตัวการที่ทำให้เกิดก๊าซ และกลิ่นเหม็นที่แท้จริง คือ “กากส่าเอทานอล” ไม่เคยถูกนำไปกำจัดเลย จนสูงถึง 350,000 ลูกบาศก์เมตร
ทีมข่าว PPTV สอบถามจากผู้เชี่ยวชาญด้านการกำจัดของเสียอันตราย พบว่ากากส่าเอทานอล ต้องส่งไปกำจัดในโรงงานรับกำจัดของเสียอันตรายประเภท 101 เท่านั้น ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก
วิธีการกำจัด มี 2 วิธี คือ ส่งไปเผา ราคาประมาณ 15,000-20,000 บาท ต่อ 1 ลูกบาศก์เมตร อีกวิธีหนึ่งคือส่งไปที่บ่อบำบัด ราคาประมาณ 6,000 บาท ต่อ 1 ลูกบาศก์เมตร หากคำนวณจากขนาดบ่อ กว้าง 100 เมตร ยาว 220 เมตร ลึก 7 เมตร กับราคาที่ถูกที่สุด คือการบำบัดนั้น จะพบว่า มีน้ำกากส่า 140,000 ลูกบาศก์เมตร ต้องจ่ายค่ากำจัดถึง 840 ล้านบาท
แต่จากข้อมูลของโรงงานไทย อะโกร เอนเนอร์ยี่ บอกเองว่า มีกากส่าเอทานอลในบ่อถึง 350,000 ลูกบาศก์เมตร ดังนั้นถ้าค่าบำบัด 6000 บาท ต่อ 1 ลูกบาศก์เมตร จะต้องจ่ายถึง 2100 ล้านบาท และจนถึงขณะนี้ โรงงานยังบอกเพียงวิธีจัดการกับก๊าซที่พองขึ้นมา ยังไม่ได้บอกเลยว่า จะทำยังไงกับน้ำกากส่า ที่เป็นต้นเหตุของปัญหาตัวจริง
ณัฐพล เนียมนาค ถ่ายภาพ
อธิชา สุขจิตสำราญ PPTV รายงาน