ย้อนกลับไปในเดือนพฤศจิกายนของปีที่แล้ว ชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งของอองซานซูจี เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพปี 1991 และพรรคสันนิบาตเพื่อประชาธิปไตยหรือ NLD สร้างความหวังให้ชาวเมียนมาร์ พวกเขาคิดไปว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของเมียนมาร์ยุคใหม่ และปิดฉากเผด็จการทหารที่ปกครองประเทศยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ
แต่เวลาแห่งความสุขและความหวังผ่านไปได้ไม่นาน มีรายงานการใช้ความรุนแรงของกองทัพต่อชนกลุ่มน้อยไม่แตกต่างจากในอดีต โดยเฉพาะกรณีที่เกิดขึ้นล่าสุดในรัฐยะไข่ ตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม ที่กองทัพกล่าวอ้างว่ามุสลิมโรฮิงญาโจมตีตำรวจจนเสียชีวิต 9 นาย
นับจากวันนั้นเป็นต้นมา กว่า 6 สัปดาห์ ภายใต้ปฏิบัติการที่กองทัพเรียกว่าเป็นการต่อต้านการก่อการร้าย ทำให้มุสลิมโรฮิงญาเสียชีวิตไปแล้วไม่ต่ำกว่าร้อยคน ถูกจับกุมอีกหลายร้อย บ้านเรือนถูกทำลายกว่า 1 พัน 200 หลัง คนกว่า 3 หมื่นต้องหนีตาย และอีกแสนห้าถูกตัดขาดจากการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
หลายคนที่เอาใจช่วยรัฐบาลของซูจี อาจมองเรื่องนี้เป็นปัญหาการผ่องถ่ายอำนาจจากกองทัพ เพราะแม้รัฐบาลชุดใหม่แสดงออกถึงความตั้งใจในการแก้ปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ แต่นโยบายที่สวยหรูจะเป็นจริงได้แค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติ ซึ่งผู้ปฏิบัติอย่างกองทัพยังคงมีสิทธิที่จะกระทำการใดๆตามที่ตนเองเห็นชอบโดยไม่ต้องปรึกษารัฐบาล เนื่องจากรัฐธรรมนูญเมียนมาร์กำหนดให้กองทัพบริหารงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทั้งหมด คือ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย