ย้อนเหตุรุนแรงครั้งล่าสุด “เมียนมาร์” สังหาร “โรฮิงญา” ในรัฐยะใข่

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ในระยะ 2 เดือนที่ผ่านมา เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในรัฐยะใข่ ซึ่งเป็นที่ตั้งชุมชนชาวโรฮิงญาได้ปะทุขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ในเวลาต่อมาประมาณกลางเดือน พ.ย. จะกลายเป็นข่าวดังทั้งในสื่อต่างชาติและสื่อไทย ทำให้ทั่วโลกหันมาจับตาสถานการณ์ที่เกิดขึ้น..

ศิววงศ์ สุขทวี ผู้ประสานงาน เครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านประชากรข้ามชาติ เขียนบทความไล่เลียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สะท้อนภาพความรุนแรงและปัญหาที่เกิดขึ้น กับเพื่อนมนุษย์ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างน่าสนใจ ระบุว่าช่วงเดือนที่ผ่านมา (ต.ค. 2559) ข่าวคราวความรุนแรงในรัฐยะใข่ ประเทศเมียนมาร์ปรากฎขึ้นใหม่อีกครั้ง จากการโจมตีที่ตั้งของกองกำลังตำรวจชายแดน จนมีเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 9 คน และบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง อันนำไปสู่การปิดล้อมตรวจค้นชุมชนชาวโรฮิงญา โดยเฉพาะในสองเมืองชายแดนทั้ง มองดอว์ และราธีดอง ในรัฐยะใช่ 

เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2559 องค์กรสิทธิมนุษยนชน คาดว่ามีชาวโรฮิงญาที่ถูกไล่ออกที่พักอาศัยของตนประมาณ 15,000 คน ซึ่งแม้จะน้อยกว่าเหตุการณ์ความรุนแรงในปี 2555 ที่มีคนมากกว่า 150,000 คน พลัดพรากจากที่พักอาศัย แต่ความรุนแรงในปีนี้อาจขยายตัว และนำไปสู่การอพยพระลอกใหม่ ในปี 2559-2560 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อไทยในอนาคต ในฐานะเพื่อนบ้านและเส้นทางอพยพของชาวโรฮิงญา

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในรัฐยะใข่ในช่วงเดือน ต.ค. ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว หลายคนที่เฝ้าติดตามสถานการณ์ ต่างมีความกังวลมากขึ้น กองกำลังของรัฐบาลเมียนมาร์ ได้เปลี่ยนจากสถานะของผู้ที่ถูกโจมตีในวันที่ 9 ตุลาคม กลายเป็นฝ่ายที่เปิดฉากการโจมตีตอบโต้ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มติดอาวุธ แต่รวมถึงชุมชนของชาวโรฮิงญา กลุ่มชาติพันธุ์ที่รัฐบาลเมียนมาร์ ไม่เคยให้รับการยอมรับเป็นพลเมืองของตน ปัจจุบันกองทัพเมียนมาร์เปิดปฏิบัติการ กวาดล้างชาวโรฮิงญาโดยเฉพาะในเขตชายแดน ทั้งมองดอว์ บูธิดอง และราธีดอง

เมื่อวันที่ 10 ต.ค. พลตำรวจเอก ซอว์ วิน หัวหน้าตำรวจเมียนมา (Police Force Chief Maj-Gen Zaw Win) แถลงว่ามีตำรวจเสียชีวิต 9 คน และบาดเจ็บ 5 คน ที่สำนักงานตำรวจและจุดตรวจในเมืองมองดออว์ และราธีดอง เขาระบุว่าการโจมตีดังกล่าว เป็นฝีมือของกลุ่มติดอาวุธของชาวโรฮิงญาที่เคลื่อนไหวในบริเวณชายแดน ระหว่าง 1980 - 1990s แต่ก็ไม่ปรากฎการเคลื่อนไหวมากกว่า 20 ปี ต่อมามีการกล่าวอ้างว่าเป็นฝีมือของ กลุ่มขบวนการขนาดเล็กในท้องถิ่นที่ชื่อว่า Aqa Mul Mujahidin (AMM), Faith Movement of Arakan (FMA), Harakat al Yaqin และ Kebangkitan Mujahid Rohingya (KMR) ที่รัฐบาลเมียนมากล่าวอ้างว่าเป็นกลุ่มที่ใกล้ชิดกับ RSO และกลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรงในปากีสถาน

ภายหลังเหตุการณ์ หัวหน้าตำรวจในท้องถิ่นถูกปลด กองทัพได้เคลื่อนกำลังเข้าในพื้นที่เมืองชายแดนของรัฐยะใข่ เริ่มใช้กำลังตรวจสอบโดยเฉพาะในชุมชนและหมู่บ้านของชาวโรฮิงญา ชาวโรฮิงญาอย่างน้อย 29 คน ถูกยิงเสียชีวิต 12 คนถูกจับ ขณะที่ Habib Siddiqui นักเคลื่อนไหวของชาวโรฮิงญา อ้างว่ามีชาวโรฮิงญามากกว่า 50 คนถูกยิงเสียชีวิต กว่า 100 คน บาดเจ็บ และอีก 150 คนถูกจับอย่างทารุณ ขณะที่ชาวโรฮิงญาอีกกว่า 15,000 คน ถูกขับไล่ออกบ้านหรือหนีออกมาก่อน เพราะความหวาดกลัวการใช้กำลังจากเจ้าหน้าที่ ชาวโรฮิงญาประมาณ 2,000 คน ถูกให้ออกจากหมู่บ้านก่อนที่ทหารจะตรวจค้น พวกเขาได้รับอนุญาติให้กลับเข้ามาเพื่อมาพบว่าทรัพย์สินสูญหาย และบ้านหลายหลังถูกเผา

ฟารุก อายุ 23 ปี จากหมู่บ้าน Kyee Kan Pyin ตอนเหนือของมองดอว์ เมืองชายแดนของรัฐยะใข่ ได้สัมภาษณ์กับสื่อต่างชาติว่า "ในวันที่ 23 ต.ค. กองกำลังชายแดนได้เข้ามาในหมู่บ้าน และทำลายชุมชนของเขาไปหมด พวกเขารีบอออกจากบ้าน แล้วหนีไปหมู่บ้านใกล้ๆ เมืองมองดอว์ เขาไปพร้อมกับแม่และน้องสาวอีก 3 คน รววมถึงหลานอีก 3 คน หลายวันต่อมาเมื่อกลับเข้าไปในหมู่บ้าน ได้เห็นบ้านประมาณ 40 หลังถูกเผา"

นักข่าวรอยเตอร์ติดต่อและสัมภาษณ์หญิงชาวโรฮิงญาอายุ 40 ปี จากหมู่บ้าน U Shey Kya ในมองดอว์ ทางโทรศัพท์ เธอบอกว่าถูกข่มขืนโดยทหารพม่า 4 คน รวมถึงลูกสาววัย 15 นอกเหนือไปจากขโมยทรัพย์สินมีค่าของครอบครัวไปด้วย เช่นเดียวกับหญิงชาวโรฮิงญาอีก 5 คน ที่ได้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับรอยเตอร์ โดยทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อทหารประมาณ 150 นาย เข้ามาในหมู่บ้านในวันที่ 19 ต.ค. ผู้ชายในหมู่บ้านหลบหนีออกไปก่อนเพราะกลัวจะถูกจับ จึงเหลือเพียงแต่ผู้หญิงในหมู่บ้านเพราะเชื่อว่า ทหารจะเผาเฉพาะบ้านที่ไม่มีคนอยู่ หญิงชาวโรฮิงญาจึงเลือกที่จะอยู่บ้าน ไม่ได้หนีออกไปกับกลุ่มผู้ชาย

องค์กรสิทธิมนุษยชนต่างประเทศ ได้รับรายงานที่ยืนยันการฆ่าชาวโรฮิงญาที่ไม่มีอาวุธ โดยไม่ได้เป็นไปตามกฎหมาย แม้ว่าชาวโรฮิงญาในรัฐยะใข่ที่ได้รับผลกระทบ จากความรุนแรงในครั้งนี้ไม่มากเท่ากับกับเหตุการณ์ความรุนแรงทางศาสนาในปี 2555 ที่ทำให้คนกว่า 150,000 ไร้ที่อยู่ และอีกหลายหมื่นคนต้องอพยพหลบหนี ออกจากบ้านเกิดเข้ามาในประเทศไทย

ดังนั้น ก่อนการอพยพหนีจากรัฐยะใข่อีกครั้งในปี 2559 หรือ 2560 รัฐบาลไทยจำเป็นที่จะต้องดำเนินนโยบาย กดดันต่อรัฐบาลเมียนมาร์ให้หยุดใช้ความรุนแรงไม่ว่ากับใครก็ตาม ที่อาศัยอยู่ในประเทศเมียนมาร์เพื่อหยุดการผลักดันกลุ่มชาวโรฮิงญา ให้ต้องหลบหนีออกจากรัฐยะใข่ซึ่งเป็นบ้านเกิดของพวกเขา แต่หากรัฐบาลไทยจะคำนึงความต้องการของรัฐบาลเมียนมาร์ มากกว่าการป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในอนาคต การกำหนดแนวนโยบายที่เหมาะสมและต่อเนื่องจากความสำเร็จจากนโยบายในช่วงปี 2558 ก็เป็นเรื่องที่มีความจำเป็น

ทั้งนี้ ความสำเร็จของไทยในการหยุดยั้ง การหลบหนีเข้ามาของชาวโรฮิงญาหลังเหตุการณ์ในปี 2555 คือการบังคับใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ที่มุ่งปกป้องและคุ้มครองกลุ่มผู้อพยพที่มีความเสี่ยง แม้ว่าจะไม่ได้มีสัญชาติไทยก็ตาม โดยความร่วมมือหลายหน่วยงาน รวมถึงองค์กรประชาสังคมและองค์กรระหว่างประเทศ มากกว่าการใช้แนวนโยบายและหน่วยงานความมั่นคง เช่น กอ.รมน. ที่ในปัจจุบันเจ้าหน้าที่ความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนในตอนนั้น ต่างก็ถูกจับและกำลังถูกพิจารณาคดี ฐานมีผลประโยชน์จากขบวนการค้ามนุษย์

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ