บอกเล่าผลกระทบคุณภาพชีวิตผู้ติดเชื้อ “เอชไอวี” จากระเบียบตรวจเลือดก่อนรับเข้าทำงาน

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย บอกเล่าเรื่องราวอุปสรรคการดำเนินชีวิตของผู้ติดเชื้อ จากระเบียบการตรวจเลือดก่อนรับเข้าทำงาน

องค์การอนามัยโลก กำหนดให้ทุกวันที่ 1 ธ.ค. ของทุกปีเป็นวัน “เอดส์โลก” หรือ World AIDS Day ปัจจุบันแม้คนทั่วไปจะเข้ามีความเข้าใจ และเปิดใจยอมรับผู้ติดเชื้อมากขึ้น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเลือกปฏิบัติ หรือตีตราผู้ป่วยยังคงเกิดขึ้นในสังคม

พรรณอุมา สีหะจันทร์ เจ้าหน้าที่รณรงค์ เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย เขียนบทความบรรยายถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ติดเชื้อ กรณีการสมัครเข้าทำงานซึ่งต้องผ่านการตรวจเลือดก่อน งานเขียนชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่าการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย ยังคงมีอุปสรรคจากความกลัวและความไม่เข้าใจ ระบุว่ายิ่งใกล้วันเอดส์โลก (1 ธันวาคม) เท่าไหร่ เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ยิ่งได้รับเรื่องร้องเรียนมาว่า บริษัทแห่งนั้นแห่งนี้ตรวจเลือดเอชไอวีพนักงานก่อนรับเข้าทำงาน ทุกรายที่แจ้งเรื่องมามักถามว่า “ทำไมเขาต้องตรวจด้วย?”

คำตอบที่เราได้จากหลายๆ ครั้งที่เข้าไปพูดคุย กับผู้บริหารของบริษัทต่างๆ นั้นคือ “อคติ” ต่อเอชไอวี/เอดส์ อคติที่เกิดจากความไม่รู้ข้อมูลส่วนหนึ่ง แต่ก็มีอีกหลายส่วนที่รู้ข้อมูลแล้ว แต่ก็ “รับไม่ได้”

ข้อมูล ข้อเท็จจริงในเรื่องเอชไอวี/เอดส์ คือ การทำงานร่วมกันกับผู้ติดเชื้อฯ ไม่ทำให้ติดเชื้อเอชไอวี การให้ผู้ติดเชื้อทำกับข้าว ล้างจาน ถือมีด แล่เนื้อ หรือประกอบอาหาร ไม่ทำให้คนกินอาหารได้รับเชื้อเอชไอวี การที่พนักงานต้อนรับส่วนหน้าของโรงแรมเป็นผู้ติดเชื้อ ไม่ทำให้ลูกค้าดูออกได้ว่าคนนี้มีเชื้อเอชไอวี เพราะการมีเชื้อฯ ดูไม่ออกจากลักษณะภายนอก การยืนจัดของในสโตร์ ผู้ติดเชื้อฯ ก็สามารถทำได้ เพราะผู้ติดเชื้อเอชไอวี มีร่างกายแข็งแรงได้เหมือนคนทั่วไป เพียงรักษาด้วยยาต้านไวรัส หรือแม้กระทั่งการทำงานกับระบบไอทีหรือคอมพิวเตอร์ ที่แทบไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับผู้คน ผู้ติดเชื้อเอชไอวีก็สามารถทำได้ โดยไม่ทำให้เชื้อไวรัสในตัว วิ่งเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของสำนักงานแต่อย่างใด !

แม้การพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจกับผู้บริหาร บริษัทหลายแห่งจะเป็นการให้ข้อมูลข้อเท็จจริง เรื่องการติดต่อของเอชไอวี/เอดส์ ภาวะสุขภาพของผู้ติดเชื้อฯ แต่ผู้บริหารบริษัททั้งหลายมักแก้เก้อ ด้วยการชี้แจงว่า "ทราบว่าเอชไอวีไม่ติดต่อจากการทำงาน แต่เรากลัวลูกค้าจะรับไม่ได้”

คำถามคือลูกค้าจะรู้ได้อย่างไร ว่าพนักงานคนไหนมีเชื้อเอชไอวี เพราะขนาดผู้บริหารบริษัทยังดูไม่ออก จึงใช้วิธีบังคับตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีก่อนรับเข้าทำงานเลยมิใช่หรือ ?

ช่วงก่อนหน้านี้ มีบริษัทขายอาหารขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ไม่รับผู้ติดเชื้อเข้าทำงาน โดยให้เหตุผลว่าร้านเขาทำอาหารไม่ได้ทำรองเท้า จึงรับผู้ติดเชื้อฯ เข้าทำงานไม่ได้ ทางเครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ จึงจัดกิจกรรมรณรงค์กับสาธารณะบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยจัดให้มีการทำอาหารด้วยฝีมือของพ่อครัวแม่ครัวที่เป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี เพื่อแจกจ่ายให้ประชาชนที่มาร่วมงาน ซึ่งผลของการจัดกิจกรรมในครั้งนั้น อาหารกว่า 300 ชุดจากบู๊ธของเครือข่ายผู้ติดเชื้อภาคต่างๆ หมดภายในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมง

ผลพวงของกิจกรรมนี้ทำให้เราเห็นว่า ชาวบ้านทั่วไปไม่ได้กังวลหรือรังเกียจ ในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเลย คงมีแต่ “ผู้มีอำนาจ” “ผู้กำหนดนโยบาย” นี่ละมั้ง ที่มักรังเกียจ กีดกันผู้คนกันเอง โดยใช้ผลเลือดมาเป็นตัวตัดสินเพื่อเลือกรับคนเข้าทำงาน

“ลดติด ลดตาย ลดตีตรา” นโยบายเพื่อลดการติดเชื้อรายใหม่ ลดการตาย และลดการตีตราผู้ติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งเป็นนโยบายของประเทศ โดยหวังให้บรรลุในอีก 4 ปีข้างหน้า (ปี 2020) ปีนี้ จะหมดปี 2016 แล้ว เรายังได้รับเรื่องร้องเรียนกันอยู่เลย และแนวโน้มหลายบริษัทก็ไม่มีทีท่าจะปรับเปลี่ยน แล้วนโยบายดังกล่าวของประเทศจะสำเร็จลงได้อย่างไร?

หน่วยงานรัฐอย่างกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ควรออกมาเป็นแนวหน้าในการจัดการปัญหานี้ดีไหม? จะได้เป็นตัวอย่างให้กับบริษัท ห้างร้าน หรือหน่วยงานต่างๆ เช่น ประกาศเนื่องในวันเอดส์โลกปีนี้ว่า ทุกหน่วยงานของ สธ. ไม่มีการตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี เพื่อรับเข้าทำงาน หรือพ่อค้าแม่ค้าที่ขายอาหารในโรงอาหารของ สธ. ก็ไม่มีการตรวจเลือดฯ และถึงแม้จะรู้ว่าใครมีเชื้อฯ ก็ยังให้ทำงานตามเดิมได้ โดยไม่ไล่ออก

หรือ สธ. อาจร่วมมือกับกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ส่งสัญญาณไปยังผู้ประกอบการ ไม่ให้ตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีพนักงาน เพราะเป็นนโยบายของประเทศ หรือรณรงค์ต่อผู้ประกอบการว่า การตรวจเลือดเอชไอวีพนักงานนั้น ไม่มีประโยชน์สำหรับการรับคนเข้าทำงาน และถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดย สธ. รับรองว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวี ที่เข้าสู่การรักษาด้วยยาต้านไวรัสนั้น มีประสิทธิภาพในการทำงานไม่ต่างกับคนที่ผลเลือดเป็นลบแต่อย่างใด 

“พี่ครับ พอมีที่ไหนบอกได้ไหมครับว่าไม่ตรวจเลือดเอชไอวี ตอนนี้คุณภาพชีวิตแย่มากเลยเพราะไม่มีงานทำ สมัครที่ไหนก็โดนตรวจหมด”

เราคงได้แต่นั่งอึ้งกับคำถามนี้ เพราะไม่รู้จะตอบว่ายังไงดี หรือเราต้องมาช่วยกันรณรงค์ว่า “มีเอชไอวีก็ทำงานได้ แต่อย่าให้เขารู้นะ”

ช่างไม่ตลกเอาเสียเลย !

 

ขอบคุณเนื้อหาบทความ ทำไมเขาต้องตรวจเลือดเอชไอวีก่อนเข้าทำงาน? จาก เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ