รศ.สพ.ญ.ดร.อัจฉริยา ไศละสูต หัวหน้าหน่วยปฏิบัติวิจัยโรคมะเร็งในสัตว์เลี้ยง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายถึงการรักษา และการพัฒนางานวิจัย เกี่ยวกับมะเร็งในสัตว์เลี้ยงว่า สัตว์เลี้ยงมีเซลล์ไม่ต่างจ่ากมนุษย์ ปัจจุบันนี้มีสัตว์เลี้ยงเป็นมะเร็งมากขึ้นเรื่อยๆ น่าจะประมาณ 3 พันราย/ปี โดยสุนัขเป็นอันดับ 1 เพราะมีคนเลี้ยงมากที่สุด แต่ก็ป่วยได้หมดทั้งสุนัข แมว ปลา หรือหนูแฮมสเตอร์ หรือสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษอื่นๆ เช่น กระต่าย นก สามารถเป็นมะเร็งได้ทุกชนิด สัตว์ในสวนสัตว์ก็เป็นได้เช่นกัน เช่น เสือ
หมอระบุอีกว่า สาเหตุและกระบวนการเกิดโรคมีความคล้ายคลึงกับคน แต่อาจจะมีความแตกต่างในเรื่องของไวรัสที่ทำให้เกิดโรคที่ต่างจากคน ที่เห็นได้ชัดคือ สารพิษจากเชื้อรา อัลฟลาท็อกซิน ที่พบในถั่วป่นที่รับประทานแล้วทำให้เกิดมะเร็งตับ ถ้าสัตว์กินเข้าไปก็ทำให้เกิดมะเร็งได้เช่นเดียวกับคน บางครั้งการนำอาหารจากบนโต๊ะคนไปให้สัตว์รับประทาน การรับประทานอาหารใกล้เคียงกัน ถ้าสัตว์เป็นมะเร็ง อาจต้องกลับมาดูว่าคนอาจเป็นด้วยหรือไม่
ในเรื่องของสังคมคนสูงอายุ การที่มีอายุมากขึ้นก็มีการเสื่อมสภาพของเซลล์ ในสัตว์จะพบว่าจะป่วยเป็นมะเร็งเมื่ออายุมาก 7-15 ปี
ส่วนเรื่องของมะเร็งผิวหนังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาให้มากขึ้นเพราะมีความร้ายแรงไม่ต่างจากคน โดยเฉพาะการพบเนื้องอก แม้จะตัดทิ้งแล้วก็ยังงอกขึ้นมาอีก หรือแพร่กระจายไปทั่วร่างกายหรือไปต่อมน้ำเหลืองซึ่งถือว่าเป็นขั้นร้ายแรงและจะทำให้สัตว์ตายได้ในที่สุด
สำหรับเรื่องการรักษา เวลานี้มีการลงลึกถึงระดับพันธุกรรมที่เรียกว่า อณูชีวเป้าหมาย เป็นการพัฒนายาที่ลงลึกไปถึงขั้นเซลล์ ที่ถือเป็นนวัตกรรมใหม่
รศ.สพ.ญ.ดร.อัจฉริยา กล่าวอีกว่า เจ้าของสัตว์เลี้ยงต้องสังเกต ยกตัวอย่างมะเร็งผิวหนัง ถ้าจับพบก้อนบนผิวหนัง แม้จะขนาดเล็กๆ ก็ไม่ต้องรอให้มันใหญ่ ให้รีบพามาพบแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที ส่วนเรื่องของการเกิดมะเร็ง ถ้าพบว่าพ่อหรือแม่ของสัตว์เลี้ยงเป็นมะเร็ง ให้ลองตรวจดู ส่วนใหญ่จะพบลูกตัวใดตัวหนึ่งเป็นด้วย หมอแนะนำให้พาสัตว์เลี้ยงมาตรวจร่างกายปีละ 1 ครั้ง ถ้าพบสิ่งผิดปกติจะได้รักษาแต่เนิ่นๆ ซึ่งจะมีโอกาสให้ได้มากขึ้น