นพ.ประภาส จิตตาศิรินุวัตร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า จากสำรวจพฤติกรรมการล้างมือด้วยน้ำและสบู่ของประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ 512 คน ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2559 ปรากฏว่ามีเพียง ร้อยละ 25 หรือ 1 ใน 4 เท่านั้น ที่ล้างมือฟอกสบู่ติดเป็นนิสัยทุกครั้ง หลังเข้าห้องน้ำห้องส้วม และก่อนรับประทานอาหาร โดยผู้หญิงล้างมือมากกว่าผู้ชายประมาณ ร้อยละ 10 สำหรับกลุ่มที่ล้างมากอันดับ 1 ได้แก่พนักงานบริษัท ร้อยละ 34 รองลงมาคือนักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ 26 และกลุ่มว่างงาน ร้อยละ 24
ขณะที่กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 72 ล้างบ้างไม่ล้างบ้าง และไม่เคยล้างเลย ร้อยละ 3 ซึ่ง 2 กลุ่มหลังมีความเสี่ยงติดเชื้อและแพร่เชื้อโรคต่างๆ ที่ติดมากับมือไปสู่คนอื่นได้ เช่น เชื้อโรคอุจจาระร่วง เป็นต้น ซึ่งโรคดังกล่าวพบได้ตลอดปีปีละกว่า 1 ล้านราย สาเหตุของโรคนี้เกิดได้จากทั้งเชื้อแบคทีเรียและไวรัสที่มีอยู่ในอุจจาระ เช่น อีโคไล ซึ่งติดมากับมือและปนเปื้อนในอาหารและน้ำที่รับประทานเข้าไป ซึ่งสามารถป้องกันได้โดยการล้างมือและฟอกสบู่
“ผลการศึกษาในต่างประเทศ พบว่าในอุจจาระของคน น้ำหนัก 1 กรัม จะมีเชื้อโรค 1 ล้านล้านตัว หากมีอุจจาระติดมือ เชื้อโรคก็จะติดมาด้วยและมีโอกาสก่อให้เกิดการเจ็บป่วยได้ หากไม่ล้างมือเลยจะตรวจพบเชื้อโรคบนมือได้มากถึง ร้อยละ 44 หากล้างมือด้วยน้ำเปล่าอย่างเดียว จะช่วยขจัดเชื้อโรคออกจากมือได้ประมาณร้อยละ 70 แต่หากล้างมือด้วยน้ำและฟอกสบู่สามารถขจัดเชื้อได้ถึง ร้อยละ 92 ซึ่งให้ผลต่อการป้องกันโรคได้ดีพอๆกับการฉีดวัคซีนป้องกันโรค”