ในช่วงปีที่ผ่านมาดูเหมือนว่ากลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม หรือไอเอส ซึ่งเป็นเครือข่ายก่อการร้ายที่ร้อนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2014 จะส่อแววจนมุมเสียแล้วโดยเฉพาะในสมรภูมิรบตะวันออกกลาง ที่ทางกลุ่มต้องเผชิญกับปฏิบัติการกวาดล้างเต็มรูปแบบของกองทัพรัสเซีย ที่เข้ามามีส่วนร่วมกับสงครามกลางเมืองในประเทศซีเรีย เพื่อจัดการกับกลุ่มกบฏและกลุ่มก่อการร้าย
พื้นที่ที่กลุ่มไอเอสเคยครอบครองทั้งบ่อน้ำมัน ที่สร้างรายได้ให้กลุ่มไม่ต่ำกว่าปีละ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมไปถึงแหล่งกบดานในพื้นที่ห่างไกล ถูกกองทัพรัสเซียเข้าถล่มอย่างไร้ปราณี นอกจากนี้ ยังมีปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของกลุ่มพันธมิตรที่นำโดยสหรัฐฯ ด้วย
แม้ว่าตอนนี้ กองทัพของกลุ่มไอเอสจะยังไม่หมดฤทธิ์โดยสิ้นเชิงและยังแฝงตัวอยู่ในสมรภูมิรบในตะวันออกกลาง แต่ก็ไม่ได้มีรายได้และกระแสนิยมเท่าแต่ก่อนแล้ว
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ รายงานว่ากลุ่มไอเอสสูญเสียกำลังพลไปไม่ต่ำกว่า 50,000 คนในตะวันออกกลางตลอดช่วงปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม การก่อวินาศกรรมของไอเอสในพื้นที่อื่นๆ ยังคงเป็นภัยเงียบที่หาทางป้องกันได้ยาก โดยในปีที่ผ่านมา กลุ่มไอเอสก็ยังออกมาอ้างว่านักรบของตนเป็นผู้ลงมือก่อเหตุวินาศกรรมต่างๆ ทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 35 เหตุการณ์ นับตั้งแต่เหตุระเบิดฆ่าตัวตายที่คร่าชีวิตผู้คนกว่า 40 รายในอิรัก เหตุคนร้ายขับรถและใช้มีดทำร้ายผู้คนหน้ามหาวิทยาลัยรัฐโอไฮโอของสหรัฐฯ ไปจนถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่คนร้ายขับรถบรรทุกไล่ชนฝูงชนที่ออกมาเดินตลาดนัดคริสต์มาสในประเทศเยอรมนี
แต่ปรากฏการณ์นี้ก็เป็นไปอย่างที่เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงเคยเตือนมาแล้วว่า ผลของความสำเร็จของปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มก่อการร้าย จริงๆ แล้วอาจทำให้กลุ่มไอเอสหันไปแฝงตัวก่อเหตุวินาศกรรมในต่างแดนแทน
และสิ่งที่จะตามมา คือประชาชนในประเทศที่ตกเป็นเป้าหมายก่อการร้าย ก็จะหันมาสนับสนุนแนวคิดทางการเมืองที่เอียงไปทางขวามากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจกระทบกับความมั่นคงของประเทศ เช่น กระแสต่อต้านผู้อพยพ เป็นต้น