เว็บไซต์ของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ที่ทีมข่าวเข้าไปตรวจสอบเมื่อเวลา ประมาณ10.00 น. จะเห็นว่า ข้อมูล หัวข้อ รายงานน้ำท่วมเป็นข้อมูลเมื่อปี 2556 หลังทีมข่าวสอบถามไปยัง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแล ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ โดยตรง เจ้าหน้าที่ได้ปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน
จากนั้น หน้าเว็บไซต์ของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ก็กลายเป็นปัจจุบัน โดยจะเห็นว่าเวลาที่ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด คือวันนี้ (12 ม.ค. 60) โดยอัพเดตข้อมูล 3 หัวข้อ คือ เรื่องสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ปริมาณฝน และ การช่วยเหลือของหน่วยงานต่างๆ ซึ่ง มีเนื้อหาสั้นๆเท่านั้น ประเด็นนี้ นายกอบชัย บุญอรณะ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระบุว่า อาจเกิดจากระบบเว็บไซต์ขัดข้อง
ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เป็นหน่วยงานในสังกัดกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งมีหน้าที่ตามชื่อศูนย์ คือ เตือนภัยพิบัติ ทุกรูปแบบ ทั้ง น้ำท่วม พายุ สึนามิ แผ่นดินไหว
โดยศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ จะมี ฝ่ายรับข้อมูล ที่หน่วยงานต่างๆแจ้งเข้ามา มีหน้าที่ ตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น เช่น พิกัดตำแหน่ง แหล่งข้อมูล ความรุนแรง ก่อนส่งต่อไปยัง ฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อพิจารณาขนาดความรุนแรง ความเสียหาย จากนั้นจะส่งต่อข้อมูลไปยัง หัวหน้าเวร หัวหน้าเวร รวบรวมข้อมูลส่งต่อผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และส่งต่อไปยังอธิบดีปภ. จากนั้นอธิบดีปภ.เห็นชอบส่งเรื่องกลับมาที่หัวหน้าเวร และหัวหน้าเวรส่งต่อมาที่ฝ่ายกระจายข้อมูล นี่เป็นเพียงขั้นตอนแรกภายในหน่วยงานจะเห็นว่าต้องผ่านฝ่ายต่างๆถึง 6 ขั้นตอน
เมื่อข้อมูลมาถึงฝ่ายกระจายข้อมูล ฝ่ายนี้จะทำหน้าที่ กระจายข้อมูล ผ่านช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น SMS ,Hotline สายด่วน ,อีเมลล์ ,แฟกซ์ ซึ่งการเผยแพร่ข้อมูลผ่านทั้ง 4 ช่องทาง จะส่งให้หน่วยราชการเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น จังหวัด อำเภอ หน่วยงานท้องถิ่น กรมกองที่เกี่ยวข้อง รวมถึง สื่อมวลชน ซึ่งทั้ง 4 ช่องทางที่ว่า ข้อมูลไม่ถึงประชาชนโดยตรง และนอกเหนือจาก 4 ช่องทางที่ว่าไปแล้ว ฝ่ายกระจายข้อมูล ของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ยังมีช่องทางแจ้งเตือน ผ่าน สถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯ หอเตือนภัย ที่มีอยู่กว่า 328 ต้นทั่วประเทศ และเว็บไซต์ ซึ่งเป็นช่องทางที่ข้อมูลจะถึงประชาชนโดยตรงและเร็วที่สุด
พล.ร.ต.ถาวร เจริญดี ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ชี้แจงว่า สาเหตุที่ต้องมีขั้นตอนมากมายก่อนที่ข้อมูลจะเตือนสู่ประชาชน เป็นเพราะต้องให้ข้อมูลแม่นยำ ถูกต้อง อย่างไรก็ตามน้ำท่วมภาคใต้ครั้งนี้ โดยเฉพาะที่อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สิ่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุด คือ เรื่องเตือนภัย หลังน้ำล้นสปิลเวย์อ่างเก็บน้ำคลองลอย และอ่างเก็บน้ำโป่งสามสิบ ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน ได้รับความเสียหาย หน่วยงานที่ดูแลอ่างเก็บน้ำโดยตรงอย่างกรมชลประทาน ซึ่งมีข้อมูลน้ำอยู่ในมือ ระบุว่า ได้แจ้งเตือนข้อมูลน้ำของอ่างเก็บน้ำไปยังจังหวัดประจวบคีรีขันธ์แล้ว ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม ที่ผ่านมา และยืนยันไม่ได้นิ่งนอนใจกับสถานการณ์
จากข้อมูลข้างต้น กรมชลประทานเกี่ยวข้องอะไรกับการเตือนภัยพิภัย หรือน้ำท่วม เพื่อให้เข้าใจทั้งระบบว่าการเตือนสถานการณ์น้ำ ขึ้นอยู่กับหน่วยงานใดบ้าง เราจะให้ดูระบบบริหารจัดการภัยภิบัติในบ้านเรา ตามปกติแล้ว ระดับความรุนแรงของภัยพิบัติจะถูกแบ่งเป็น 4 ระดับ น้ำท่วมภาคใต้ครั้งนี้ เป็นภัยพิบัติความรุนแรงระดับ 3 หมายความว่า น้ำท่วมกระจายวงกว้างครอบคลุมหลายจังหวัด ปภ.ต้องเป็นศูนย์กลางการจัดการภัยพิบัติ
ทั้งนี้ ปภ. คือ ศูนย์กลางการจัดการภัยพิบัติ ตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ซึ่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องส่งข้อมูลมาที่ ปภ. ไม่ว่าจะเป็นกรมชลประทาน ที่ต้องรายงานสถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำ หรือเขื่อน ในพื้นที่ ,กรมอุตุนิยมวิทยา ที่ต้องรายงานสภาพอากาศ ปริมาณน้ำฝน พยากรณ์อากาศ ,กรมทรัพยากรธรณี รายงานสภาพพื้นที่ เช่นกรณีเกิดแผ่นดินไหว หรือพื้นที่เสี่ยงดินโคลนถล่ม และ หน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยการแพทย์ฉุกเฉิน รายงานจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ
ตามขั้นตอน เมื่อปภ.รับข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆมาแล้ว ก็จะแจ้งไปยังจังหวัด จังหวัดแจ้งไปยังอำเภอ และอำเภอแจ้งไปยังหน่วยงานท้องถิ่น จนไปถึงประชาชน ตามลำดับขั้นตอน แล้วน้ำท่วมภาคใต้ครั้งนี้ การบริหารภัยพิบัติเป็นไปตามขั้นตอนที่ว่านี้หรือไม่ กรณีที่อำเภอบางสะพานเห็นได้ชัดเจนว่า ข้อมูลมาหยุดอยู่ที่หน่วยงานท้องถิ่น ไปไม่ถึงประชาชน เมื่อไม่ได้รับการแจ้งเตือน ความเสียหายจึงเกิดขึ้น
รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย บอกว่า ทำตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติทุกประการ แต่ยอมรับว่า มีความติดขัดบางประการที่ทำให้ข้อมูลไปไม่ถึงประชาชนโดยตรง อย่างไรก็ตามจะเห็นว่า ประเทศไทยมีแผนรับมือภัยพิบัติและระบบเตือนภัย ที่มีขั้นตอนชัดเจน แต่ทำไม ข้อมูลนี้จึงไปไม่ถึงประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง นายรอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศน้ำและการเกษตร ให้ความเห็นว่า เป็นเพราะหน่วยงานต่างๆขาดการบูรณาการกัน