วันนี้ (16 ม.ค. 60) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจาก รวมศิลป์ เกษตรกร เปิดเผยว่า แต่เดิมมีอาชีพทำนาและปลูกอ้อย บนพื้นที่กว่า 3 ไร่ แต่ต้องประสบกับปัญหาต่างๆ ทั้งราคาผลผลิตตกต่ำ โรคระบาด และภัยแล้ง รายได้ไม่แน่นอน เกิดปัญหาขาดทุน จนกระทั่งเมื่อปี 45 ได้ลองเปลี่ยนการผลิตข้าวและอ้อยเป็นปลูกต้นกะหล่ำดอกแทน เนื่องจากเป็นพืชใช้น้ำน้อย เหมาะกับการปลูกบนพื้นที่ดอน และเป็นที่ต้องการของตลาด
สำหรับการปลูกดอกกะหล่ำจะปลูกปีละ 2 ครั้ง ในช่วงเดือน ต.ค. - ม.ค. และช่วงเดือน ก.พ. - มิ.ย. แล้วจะหยุดปลูกในช่วงฤดูฝน เนื่องจากต้นกะหล่ำดอกจะเกิดโรคไส้ซึม หรือ โรคเน่าดอก
นอกจากนั้นนายจากยังเปิดเผยอีกว่าในพื้นที่ของตนจะมีการปลูกพืชแบบผสมผสาน คือ ในแปลงกะหล่ำดอก จะปลูกมะเขือเปราะ และพริกแซมไปด้วย ส่วนหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตออกแล้ว ก็จะปลูกพืชหมุนเวียนเป็นมะระ มะเขือยาว และแตงกวา สามารถสร้างรายได้ปีละกว่า 200,000 บาท มากกว่าการปลูกข้าวและอ้อย