วันนี้ (16 ก.พ.60) เวลา 08.00 น. พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แถลงข่าว กรณีบุกค้นวัดพระธรรมกาย ว่า การเข้าตรวจค้นวัดครั้งนี้จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฏหมาย โดยเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการตรวจค้นวัดจะปราศจากอาวุธ พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่ได้ขอหมายค้นจากศาลอาญาในลักษณะต่อเนื่องหลายวัน จึงอยากให้ศิษยานุศิษย์เข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้เป็นผู้ขัดแย้งกับหลวงพ่อธัมมชโย และศาสนาพุทธ เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฏหมาย หากท่านคิดว่าท่านบริสุทธิ์ก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวต่อว่า แม้คำสั่ง คสช.ให้อำนาจในการค้นวัดได้ทันที แต่ดีเอสไอจะทำตามขั้นตอนกฎหมาย โดยขอหมายค้น และเข้าค้นพื้นที่ หากทางวัดยินยอมให้เข้าค้นวัดตามหมายค้นก็จะเข้าตรวจค้นในวันนี้ โดยสถานการณ์ต่างๆ ต้องประเมินตามเหตุการณ์
พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค1 (ผบช.ภ.1) กล่าวว่า นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ซึ่งถูกออกหมายจับในคดีอั้งยี่ซ่องโจร ได้เข้ามอบตัวแล้วในเมื่อคืนที่ผ่านมา ซึ่งทางพนักงานสอบสวน.สภ.คลองหลวง ได้อนุญาตให้ประกันตัว โดยมีข้อระบุว่าห้ามออกนอกประเทศและห้ามยุยงปลุกปั่น
ทั้งนี้ จากการที่ ดีเอสไอ ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้ได้ตัวพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย มาดำเนินคดีโดยตลอด ตั้งแต่การเปิดโอกาสให้เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาและนำพยานหลักฐานมาแก้ข้อกล่าวหา ถึง 3 ครั้ง คือ (1) เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2559 (2) เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2559 และ (3) เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 แต่ผู้ต้องหาก็บ่ายเบี่ยงอ้างเหตุจำเป็นต่าง ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งดีเอสไอ ได้ประเมินสถานการณ์และขออนุมัติศาลเพื่อเข้าทำการตรวจค้นพื้นที่วัดพระธรรมกายและพื้นที่โดยรอบที่เกี่ยวข้องเพื่อพบและจับกุมตัวบุคคลตามหมายจับ ครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2559 เมื่อมีการนำกำลังเข้าปฏิบัติการปรากฏว่ามีมวลชนจำนวนมากมาสวดมนต์ภายในวัด มีบุคคลปกปิดใบหน้าปะปนในหมู่ประชาชนภายในวัด รวมทั้งมีการตั้งเครื่องกีดขวางเส้นทางเข้าออกวัดและจุดสำคัญต่าง ๆ อันเป็นอุปสรรคต่อการเข้าปฏิบัติการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ประเมินสถานการณ์แล้วเห็นว่าหากยังคงปฏิบัติการต่อไปอาจมีผู้ไม่หวังดีสร้างสถานการณ์หรือก่อความวุ่นวาย จนส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่มาปฏิบัติธรรมตามความเชื่อ จนต้องยุติการปฏิบัติการ
และในการเตรียมการเพื่อเข้าตรวจค้นในครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 13-16 ธันวาคม 2559เจ้าหน้าที่ก็ประสบปัญหาในลักษณะเดียวกัน ซึ่งการจะตัดสินใจเข้าปฏิบัติการเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องประเมินความเสี่ยงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกับกลุ่มประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่มาปฏิบัติธรรมตามความเชื่อ ซึ่งจากการประเมินเห็นว่ามีจำนวนมากกว่าการเข้าปฏิบัติการตรวจค้นครั้งแรก ประกอบกับทางการข่าวพบมีความเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลที่จะฉวยโอกาสสร้างความรุนแรงและใส่ความว่าถูกเจ้าหน้าที่ทำร้าย และจะนำเสนอข่าวที่เป็นเท็จไปบนระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อทำลายความเชื่อถือต่อเจ้าหน้าที่และทำให้เข้าใจว่าเป็นการรังแกสถาบันพุทธศาสนาที่บริสุทธิ์ทั้งที่เป็นการปฏิบัติการเพื่อจับกุมบุคคลตามหมายจับ ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงจำเป็นต้องยุติการปฏิบัติการ
จากปัญหาข้อขัดข้องในการปฏิบัติดังกล่าว จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายพิเศษคือคำสั่งหัวหน้าคณะ คสช. ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานสามารถควบคุมพื้นที่บริเวณวัดพระธรรมกายและพื้นที่โดยรอบ เพื่อตรวจสอบ คัดกรองผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกายออกจากพื้นที่ปฏิบัติการเป็นการชั่วคราว รวมทั้งให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่บางประการเพื่อให้สามารถปฏิบัติงานโดยสะดวกและรวดเร็ว ทั้งนี้ ยังคงดำรงหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ (1) นำตัวพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม (2) ดำเนินการกับกลุ่มบุคคลที่ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และ (3) ปกป้องคุ้มครองประชาชนผู้บริสุทธิ์มิให้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มผู้ไม่หวังดีในการสร้างสถานการณ์ความรุนแรง โดยให้เกิดผลกระทบกับประชาชนทั่วไปที่อยู่ในบริเวณพื้นที่ควบคุมน้อยที่สุด