ว่าจะมีเฮเสียแล้วกับคำสั่งหัวหน้า คสช. เรื่องการปรับปรุงระบบการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ หลังมีเสียงเรียกร้องจากสังคมและคนในแวดวงสีกากีกันอื้ออึง แต่พออ่านคำสั่งที่ประกาศออกมาแล้วรู้สึกไม่เฮ เพราะอะไร
เพื่อให้คลายความสงสัย ผมจึงขอให้ ผศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ประธานบริหารหลักสูตร สถาบันอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต อาจารย์โรงเรียนนายร้อยตำรวจ และหนึ่งในคณะทำงานด้านการปฏิรูปตำรวจหลายคณะ มาช่วยอธิบายความคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 7/2560 เรื่องการปรับปรุงระบบการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ
อาจารย์บอกว่า ที่น่าสนใจ (บ้าง) มี 2 เรื่อง คือ
1.การให้ ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) กระทรวงยุติธรรม เป็นอีกช่องทางรับเรื่องร้องเรียนเรื่องการซื้อขายตำแหน่งตำรวจ
2.ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติศึกษาแนวทางการปฏิรูปตำรวจทั้งระบบ โดยอย่างน้อยให้ครอบคลุมถึงการปรับปรุงการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจ
ส่วนที่พูดถึงการให้หัวหน้าส่วนราชการระดับกองบังคับการ กองบัญชาการ หรือให้แต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองซึ่งประกอบด้วย จเรตำรวจแห่งชาติ และรอง ผบ.ตร ทุกคนเป็นกรรมการนั้นดูแล้วไม่ต่างจากระบบการแต่งตั้งโยกย้ายที่ใช้อยู่ทุกวันนี้
ข้อสังเกตนี้ได้รับคำตอบจาก พ.ต.ท.กฤษณพงค์ ซึ่งตอบกลับแทบจะทันทีว่า ดูไม่ต่างจากเดิม
ผมตีความว่า น่าจะหมายรวมถึงการที่ผู้มีอำนาจยังมอง ตำรวจ = ทหาร
อาจารย์กฤษณพงค์ บอกว่า ประเด็นสำคัญอยู่ที่การบริหารงานบุคคลของตำรวจ และการทำงานในระบบราชการต้องเน้นหลักธรรมาภิบาลซึ่งทั่วโลกได้ให้ความสำคัญกับแนวคิดนี้ คือ ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ให้ประชาชนได้มีโอกาสสะท้อนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐได้ด้วย
หันกลับมาดู คำสั่ง ม.44 เกี่ยวกับการปรับปรุงระบบการพิจารณาแต่งตั้งตำรวจครั้งนี้จึงยังไม่ใช่ "คำตอบสุดท้าย" เพราะเป็นเพียงส่วนหนึ่งการบริหารงานบุคคลซึ่งเป็นประเด็นหนึ่งของการปฏิรูปตำรวจเท่านั้น
ผมฟังความเห็นจากนักวิชาการแล้ว ส่วนตัวมีความรู้สึกว่า ปฏิรูปตำรวจในยุคนี้เป็นแค่การเขี่ยบอล เพราะท้ายคำสั่งดังกล่าวพูดชัดว่า เมื่อรายงานแนวทางปฏิรูปตำรวจให้กับนายกรัฐมนตรีภายใน 60 วันนับตั้งแต่ประกาศ (20 ก.พ.) แล้วจะเสนอให้คณะกรรมการปฏิรูปกิจการตำรวจที่จะจัดตั้งขึ้นตาม มาตรา 260 ของร่างรัฐธรรมนูญรับไปพิจารณาตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
แม้ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะเขียนไว้ว่าปฏิรูปตำรวจรวมถึงปฏิรูปเรื่องอื่น ๆ จะต้องเห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 1 ปี แต่เราจะเชื่อน้ำยารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้หรือไม่
นักวิชาการผู้นี้ก็ยังไม่แน่ใจเช่นกัน เนื่องจากประสบการณ์ที่ผ่านมามีใครเคยเห็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งชูธงปฏิรูปตำรวจบ้าง ที่เห็นมีแต่ต้องรักษาอำนาจเอาไว้ ซึ่งกลไกหนึ่งที่สำคัญก็คือ ตำรวจ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่ผูกโยงกับฝ่ายการเมืองทั้งทางนิตินัยและพฤตินัยมาอย่างยาวนาน
ปฏิรูปตำรวจพูดกันซ้ำซาก ตีปี๊ปกันมาตั้งแต่ปี 2549 ถึงวันนี้ 10 กว่าปี ผ่านมือรัฐบาลมา 6 ชุด (4 รัฐบาลพลเรือน 2 รัฐบาลทหาร) และกำลังถูกส่งต่อให้กับรัฐบาลชุดต่อไป แต่ที่ผ่านมาปัญหาตำรวจถูกซื้อเวลาด้วยรายงานการศึกษาที่กองเป็นภูเขา แล้วก็ทำท่าว่าอาจจะได้รายงานมากองเพิ่มอีก
ถาม พ.ต.ท.กฤษณพงค์ ว่า จะปฏิรูปตำรวจให้สำเร็จต้องประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เขาชี้ว่ามีด้วยกัน 3 ส่วน คือ เจตจำนงค์การเมือง ตำรวจ และประชาชน ซึ่งตอนนี้ประชาชนอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงแล้ว
แล้วตำรวจหละ...ตำรวจก็คงอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงเหมือนกัน ทั้งระบบงานตำรวจสมัยใหม่ อาวุธ ยุทโธปกรณ์ เทคโนโลยี ตลอดจนเงินเดือน ค่าตอบแทน สวัสดิการ แต่ในส่วนของเจตจำนงค์ทางการเมืองคงต้องแน่วแน่ว่าอยากให้องค์กรตำรวจได้รับการพัฒนา
ถามต่อว่า ปฏิรูปตำรวจจะถึงฝั่งฝันเมื่อไร อาจารย์ตอบว่าอย่างนี้ครับ
“ปัญหาตำรวจบ้านเราเหมือนกับปัญหาตำรวจฮ่องกงเมื่อ 30 ปีก่อน เราอาจจะศึกษารูปแบบการพัฒนาระบบงานตำรวจที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น”
ถ้าตัวชี้วัดว่าการปฏิรูปตำรวจจะสำเร็จหรือไม่อยู่ที่ 3 ส่วนดังกล่าว ส่วนตัวผม (ผู้เขียน) มองว่าตอนนี้เรามีแต่ความอยาก แต่ทั้ง 3 ส่วนยังขาดความแน่วแน่ในพลังขับเคลื่อน ช่วงนี้ผมเลยขอพักเรื่องการปฏิรูปตำรวจเอาไว้ก่อนแต่ยังไม่ถึงกับพับนะครับ...ได้ยินได้ฟังแล้วรู้สึกพะอืดพะอม.