อีกเดือนกว่า หีบเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสก็จะเปิด แต่การแข่งขันระหว่างผู้สมัครรับเลือกตั้งนั้นยังเข้มข้นและเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะเมื่อเร็วๆนี้เกิดการพลิกโผ ตัวเต็งอันดับหนึ่งในโพลทุกสำนักอย่าง ฟรองซัวส์ ฟิยง ถูกดำเนินคดีจากข้อหาแต่งตั้งภรรยาและบุตรดำรงตำแหน่งงานในสภาฯ รับเงินเดือนรวม 32 ล้านบาท โดยไม่มีการทำงานจริง ขัดกับจุดยืนที่เขาหาเสียงว่าตนเองซื่อตรงไม่คดโกง
ฟิยง ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และว่าเขาถูกกลั่นแกล้ง เนื่องจากการเลือกสืบสวนข้อเท็จจริงในช่วงใกล้วันลงคะแนนเสียง เป็นการจงใจทำให้เขาเสียคะแนนนิยม คล้ายกับฮิลลารี่ คลินตัน ที่ถูก FBI สอบสวนเรื่องอีเมลฉาวใกล้วันเลือกตั้ง จนทำให้เธอคะแนนนิยมดิ่งลงอย่างมากและพ่ายแพ้ในที่สุด
ซึ่งชะตากรรมของฟิยงในเวลานี้ก็ดูจะไม่แตกต่างกัน แม้เขายืนกรานไม่ถอนตัวจากการหาเสียง แต่คะแนนนิยมร่วงหนักหลังมีคดีอื้อฉาว จากตัวเต็งที่เคยฉายแสงเจิดจรัส กลายมาเป็นอันดับที่ 3 ในโพล
ส่วนอันดับที่ 2 คือนักการเมืองเลือดใหม่ที่มีชื่อว่า เอ็มมานูเอล มาครง จากพรรคใหม่ที่เขาเป็นผู้ก่อตั้ง ออง มาร์ช มาครง ไม่เคยลงสมัครรับเลือกตั้งมาก่อน เติบโตมาในสายการเงินการธนาคาร จนมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจในปี 2014 ด้วยอายุเพียง 38 ปี เขาจึงมีภาพของนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ไม่เคยมีเรื่องแปดเปื้อน ประกอบกับการหาเสียงเน้นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ สนับสนุนผู้ประกอบการ จึงทำให้เขาได้รับความนิยมมากในเวลานี้
อันดับที่ 1 ในโพล คือนักการเมืองหญิง มารีน เลอ เปน ที่ถูกขนานนามว่า โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งฝรั่งเศส โดยเป็นผู้สมัครจากพรรค National Front ประกาศนโยบายที่เธอจะทำหากได้รับเลือกตั้งคือ การลดจำนวนผู้อพยพเข้าเมืองแบบผิดกฎหมาย ให้ความสำคัญกับแรงงานฝรั่งเศส และทำประชามติออกจากสหภาพยุโรปและการใช้เงินสกุลยูโร
ที่สำคัญเธอหาเสียงเหมือนจะโดนใจคนฝรั่งเศสไม่น้อย ทำให้เธอมีคะแนนนำลิ่วในโพล แม้จะมีคดีอื้อฉาวเกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้ช่วย การใช้เงินงบประมาณไม่ถูกต้อง หรือกรณีล่าสุด ที่อียูถอนเอกสิทธิ์คุ้มครอง จนอาจทำให้เธอถูกดำเนินคดีจากการทวีตภาพเหยื่อที่ถูกกลุ่มไอเอสสังหาร แต่ไม่มีคดีใดส่งผลต่อความเชื่อมั่นกลุ่มฐานเสียงที่เหนียวแน่นของเธอ เช่นเดียวกับฐานเสียงของทรัมป์
สิ่งเดียวที่อาจเป็นอุปสรรคกีดขวางเลอเปนไม่ให้ไปถึงเก้าอี้ประธานาธิบดี ก็คือระบบการเลือกตั้งของฝรั่งเศสเอง ที่กำหนดให้มีการลงคะแนนเสียงสองครั้ง หากการลงคะแนนรอบแรกไม่มีผู้ใดได้รับคะแนนเสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยการลงคะแนนรอบสองจะเป็นการแข่งขันระหว่างผู้สมัครสองรายที่ได้คะแนนมากที่สุดในรอบแรก
หากเป็นเช่นนั้น เลอเปน ที่มีคะแนนนำห่างผู้สมัครคนอื่นๆในรอบแรก อาจแพ้ให้กับเอ็มมานูเอล มาครง ในรอบที่สอง เพราะเมื่อตัดผู้สมัครรายอื่นๆออกไป คะแนนเสียงของประชาชนส่วนใหญ่จะถูกเทมาให้กับมาครง มากกว่า เลอเปน ที่ดำเนินนโยบายแข็งกร้าวเกินกว่าประชาชนส่วนใหญ่จะรับได้ ซึ่งจะมีผลเท่ากับการลดกระแสขวาจัด และรักษาเสถียรภาพให้สหภาพยุโรปไม่ล่มสลาย