วันนี้ (30 มี.ค. 60) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระแสข่าวเรื่องการจัดห้องทำงานส่วนตัวในทำเนียบขาวให้กับ อีวังกา ทรัมป์ ลูกสาวคนโต วัย 35 ปี ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งๆ ที่เธอไม่ได้ดำรงตำแหน่งใดๆในรัฐบาล เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทุกฝ่าย โดยเฉพาะนักวิชาการที่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการที่ ผู้นำสหรัฐคิดจะใช้งานลูกสาวแบบไม่เป็นทางการเช่นนี้ ล่าสุด ทำเนียบขาวจึงออกมาประกาศแต่งตั้งตำแหน่งอย่างเป็นทางการให้ซะเลย โดย อิวังกา ทรัมป์ จะเข้าทำงานในฐานะ ผู้ช่วยประธานาธิบดี – ประกบคู่กับ จาเร็ด คุชเนอร์ สามีของเธอ ที่มีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยอาวุโสของประธานาธิบดี
แม้ อีวังกา ทรัมป์ จะเพิ่งมีตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันนี้ แต่เธอจะไม่ขอรับเงินเดือน เพื่อหลีกเลี่ยงข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และแสดงถึงความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ – เนื่องจากเธอจะยังคงเป็นเจ้าของแบรนด์แฟชั่นของเธอต่อไป อีวังกาช่วยงานพ่อมาตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง จนเมื่อทรัมป์ได้ก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ เธอก็ยังช่วยพ่อต้อนรับบรรดาผู้นำประเทศและแขกคนสำคัญๆจำนวนมาก ด้านทนายของ อีวังกา ก็เตรียมเผยรายได้ของเธอตามข้อบังคับกฏหมาย
ขณะเดียวกัน วันนี้ สำนักข่าว ซินหัว ของจีน เผยว่า ประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง ของจีน และ ทรัมป์ ได้ตกลงจะพบกันอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 เม.ย. นี้ ที่รีสอร์ต มาร์-อา-ลาโก รัฐฟลอริด้า ของสหรัฐ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความตึงเครียดของสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา โดยนี่จะถือเป็นการพบกันครั้งแรกของทั้งสองผู้นำ
ส่วนความคืบหน้าของมาตรการควบคุมคนเข้าเมืองฉบับใหม่ของทรัมป์ ซึ่งรวมถึงการแบนพลเมืองจาก 6 ชาติมุสลิมเดินทางเข้าสหรัฐ ล่าสุด ศาลรัฐบาลกลาง ประจำรัฐฮาวาย ของสหรัฐ มีคำพิพากษาขยายเวลาระงับการใช้มาตรการดังกล่าว จากเดิมที่ระงับใช้ “ชั่วคราว” เป็นระงับใช้แบบ “ไม่มีกำหนด” ซึ่งจะทำให้ทรัมป์ไม่สามารถรื้อฟื้นคำสั่งนี้ได้ ตราบใดที่ยังอยู่ระหว่างการสู้คดีในชั้นศาล