เหตุระเบิดฆ่าตัวตายที่สถานีรถไฟใต้ดินในเมืองเซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ของรัสเซียเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เป็นเรื่องที่ทางการรัสเซียกลัวนักกลัวหนาว่าจะเกิดขึ้นสักวันหนึ่ง และมันก็เกิดขึ้นจนได้ แถมยังเลือกเวลาลงมือได้อย่างเหมาะเจาะ เพราะนายวลาดิเมียร์ ปูติน กำลังไปเยือนเมืองนี้พอดี เรียกว่าตบหน้ากันเห็นๆ
ที่จริงแล้วไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ที่รัสเซียจะตกเป็นเป้าก่อวินาศกรรม เพราะในอดีตก็เคยเกิดเหตุร้ายแรงมาแล้วหลายครั้ง ถ้าเลือกเอาเฉพาะเหตุการณ์ช็อกโลก ก็ย้อนไปในปี 2002 ที่คนร้ายบุกเข้าไปสังหารหมู่ผู้คนในโรงละครในกรุงมอสโก มีคนตายไป 129 คน ถัดมาในปี 2004 กลุ่มคนร้ายก็บุกยึดโรงเรียนประถมในเมืองเบสลาน ฆ่าคนไปมากกว่า 330 คน ส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียน
2 เหตุการณ์นี้ คนที่ลงมือคือกลุ่มหัวรุนแรงที่ต้องการแยกดินแดนนี้ที่เรียกว่าแถบคอร์เคซัส ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีการเคลื่อนไหวอยู่ ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ว่า กลุ่มนักรบจากคอร์เคซัส จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดรถไฟใต้ดินเมื่อวันจันทร์ที่แล้ว
แต่ที่มีความเป็นไปได้มากกว่าคือ ชาวคอร์เคซัสที่เดินทางจากบ้านเกิด ไปเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงในตะวันออกกลาง ซึ่งคนกลุ่มนี้มีจำนวนหลายพันคน ซึ่งเมื่อฝึกยุทธวิธีเสร็จก็เดินทางกลับมาก่อเหตุในรัสเซีย และเป็นคนกลุ่มนี้นี่เอง ที่ทางการรัสเซียหวั่นใจมากที่สุด เพราะป้องกันได้ยาก
ส่วนสาเหตุที่ทำให้กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง ต้องการโจมตีรัสเซียก็เป็นเพราะ รัสเซียส่งกองกำลังไปจัดการกับกลุ่มก่อการร้ายในประเทศซีเรีย ทำให้เกิดความแค้นและต้องการเอาคืนนั่นเอง
และถ้าสังเกตให้ดี ในช่วงหลังๆ กลุ่มก่อการร้ายมักจะเลือกเป้าหมายสำคัญๆ คือถ้าไม่ใช่กรุงมอสโก ก็เป็นเมืองเซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก เมืองใหญ่อันดับสองของประเทศ ทั้งนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่า ทางกลุ่มมีความสามารถในการก่อเหตุ ไม่ใช่แค่ในเมืองเล็กๆ อย่างเมื่อก่อน แต่เมืองใหญ่ๆ ก็สามารถทำได้ และขนาดผู้นำประเทศมาเยือน ก็ยังสามารถเล็ดลอดการรักษาความปลอดภัยมาก่อเหตุได้เช่นกัน และนี่คือสิ่งที่ทางการรัสเซียกำลังปวดหัว เพราะการรักษาความปลอดภัยที่คิดว่าแน่นหนาดีแล้ว แต่กลับยังไม่ดีพอ