ถอดสมการข่าว EP.28 “ปลอดภัยจริง” เมื่อห้ามนั่งท้ายกระบะ ... แต่ จะไปยังไง

โดย PPTV Online

เผยแพร่

โดย สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา

การออกมาตรา 44 บังคับใช้ให้คนนั่งเบาะหลังต้องคาดเข็มขัดนิรภัย ทำให้ถูกฝ่ายบังคับใช้กฎหมายตีความต่อไปว่า “ที่นั่ง” ที่ไม่มีเข็มขัดนิรภัย ก็ไม่สามารถนั่งได้ ทั้งที่นั่งด้านหลังในรถกระบะ 2 ประตู และการขนคนโดยให้นั่งท้ายรถกระบะ ... โดยอ้างอิงจากเจตนารมณ์มาว่า พื้นที่เหล่านี้ ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้คนนั่ง แต่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ขนของ

แน่นอนว่า นโยบายนี้ มีเจตนาที่ดีเพื่อสร้างวินัยจราจรและลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนนได้อย่างแน่นอน เพราะเมื่อคาดเข็มขัดที่เบาะหลัง ก็ไม่มีทางที่คนนั่งหลังจะได้รับแรงกระแทกจากการกระเด็นกระดอน หรือไม่กระเด็นออกนอกตัวรถอย่างแน่นอน โอกาสที่จะเจ็บหนักหรือตายหากเกิดอุบัติเหตุก็น้อยลง เช่นเดียวกัน การห้ามนั่งท้ายกระบะ ก็บอกได้เลยว่า ลดการสูญเสียไปได้เยอะแน่ๆ ... และเมื่อผ่านช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ไป รัฐบาล จะสามารถใช้ตัวเลขคนเจ็บ คนตาย ที่จะลดลงอย่างมาก มาอ้างอิงได้ว่า ผลจากการบังคับใช้กฎหมายนี้ มีผลดีอย่างไร

ถ้ารัฐ มองผลที่ยอดจำนวนคนตาย เจ็บ ที่จะลดลง ก็อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้รัฐนำมาใช้อ้างได้ภายหลังว่า แต่ละครอบครัว ที่ไม่ต้องสูญเสียสมาชิกไป ได้ประโยชน์จากมาตรการนี้

แต่ก่อนจะไปถึงวันนั้น รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องเผชิญกับเสียงต้านจากทั่วสารทิศอย่างที่เห็นกันอยู่ในขณะนี้อ่างแน่นอน ... อยู่ที่ว่า จะทานกระแสได้ขนาดไหน

ลองวิเคราะห์กันเล่นๆนะครับ ว่า เมื่อรัฐบาลออกกฎหมายมาโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นที่ตั้ง ทำไมกลับกลายเป็นถูกคัดค้าน

ข้อแรก หลายคนแสดงความเห็นว่า กฎหมายที่ออกมา สะท้อนความเหลื่อมล้ำ เพราะชนชั้นกลาง ที่มีรถเก๋ง ในบ้านมีรถหลายคัน ไม่น่าจะได้รับผลกระทบ สามารถไปไหนมาไหนได้เหมือนเดิม จะกระทบหน่อยก็อาจต้องเพิ่มการใช้รถ จาก 1 คันเป็น 2 คัน ถ้าไปกันเป็นครอบครัว ... ในขณะที่คนรากหญ้า มีรถกระบะ เพราะใช้ขนถ่ายผลิตผลทางการเกษตร มีระบบครอบครัวใหญ่ ไปไหนมาไหน เคยใช้รถคันเดียว ขนคนกันไปด้วยกัน แบบนี้กลายเป็นทำไม่ได้ ผิดกฎหมายทันที

ข้อที่สอง ... เป็นผลพวงมาจากข้อแรก เพราะเมื่อไม่สามารถเดินทางด้วยวิธีเดิมได้ (กลับบ้านสงกรานต์พอดี เห็นชัด) แต่ระบบขนส่งสาธารณะที่มีอยู่ก็ไม่สามารถรองรับความต้องการของประชาชนได้เพียงพอ ทั้งรถไฟ(ตอนนี้เต็มหมดแล้ว) รถทัวร์ ขณะที่รถตู้ มีข้อสรุปแล้วว่า ไม่เหมาะใช้เป็นรถโดยสารด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับบัส 2 ชั้น ที่ชัดเจนว่า มากกว่าครึ่ง ไม่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัย ... จึงเกิดคำถามจากผู้มีรายได้น้อยตามมาว่า ถ้าไม่ให้ไปด้วยกันด้วยการนั่งท้ายกระบะ แล้วจะให้เขาเดินทางยังไง

ความปลอดภัย จึงถูกนำไปผูกโยงกับความเหลื่อมล้ำเข้าในทันที

ส่วนหนึ่ง ผมมองว่า การบังคับใช้ครั้งนี้ อาจกะทันหันเกินไป ... ประชาชนจำนวนมากปรับตัวไม่ทัน พาหนะที่เขามีก็ไม่สอดคล้องกับกฎหมาย แม้แต่ระบบขนส่งสาธารณะก็ตามไม่ทัน .. จึงอาจมองได้ว่า การบังคับใช้ ควรให้เวลาประชาชนปรับตัวบ้างสักระยะหนึ่ง เพื่อปรับเปลี่ยนพาหนะ เพื่อปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต หรือแม้แต่รัฐเอง ก็ต้องมีความพร้อมในระบบขนส่งสาธารณะมากกว่านี้ ....

หลายปีก่อน แม้แต่กระทรวงพลังงานเอง ก็เคยออกมาตรการ รณรงค์ “พลังงานหาร 2” หนึ่งในมาตรการนั้น คือ “ทางเดียวกัน ไปด้วยกัน” ออกเพลงมา มีเนื้อเพลงสนุกๆว่า

“5 คน 5 คัน เยอะไป ... 5 คน 1 คัน ได้มั้ย ถ้าใครทำได้ จะไหว้ขอบคุณ”

ทีนี้นโยบายประหยัดพลังงาน คงต้องล้มไปก่อนล่ะครับ ...

บ้านที่มีรถคนละคัน ... ไม่มีปัญหา ... แต่จะเอาออกมาบนถนนมากขึ้น (เพราะกลัวถูกจับ)

บ้านที่มีรถคันเดียว ... หรือ รวมญาติเป็น 10 คน มีรถคันสองคัน อันนี้เดือดร้อนแน่

เห็นด้วยกับระเบียบวินัยและการแก้ปัญหาความปลอดภัยครับ ... เพียงแต่คิดว่า แค่บังคับใช้กฎหมาย โดยผลักให้ประชาชนปรับตัวฝ่ายเดียว ไม่เพียงพอ

โครงสร้างสังคม โครงสร้างถนน ผังเมืองที่รองรับขนส่งสาธารณะ สวัสดิการด้านการคมนาคมขนส่ง ... เหล่านี้ รัฐ ต้องเตรียมให้พร้อมก่อนด้วย เพื่อให้การเคารพกฎหมาย ไม่ใช่การสร้างภาระเพิ่มเติมให้ประชาชน

ถ้าขนส่งสาธารณะดี ... ไม่มีใครอยากเอารถออกมาขับเองหรอกครับ ... น้ำมันก็แพง ค่าที่จอดก็แพง

แล้วไอ้นักโบกแบบผม คงต้องโบกมือลา วิถีนักโบกไปด้วยแล้ว ฮ่าฮ่า .... หันไปขับรถเองดีกว่า เลิกอาศัยเขาไป เลิกประหยัดล่ะ

ปล. ภาพการโบกรถ มาจากรายการ สารคดีข่าว "สารตั้งต้น" ตอน "เคียวเกี่ยวลม" ... ก่อนกฎหมายบังคับใช้นะคร้าบบ

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ