การยิงขีปนาวุธโทมาฮอว์ก 59 ลูก ถล่มฐานทัพอากาศของกองทัพซีเรียนับเป็นครั้งแรก ที่กองทัพสหรัฐฯ โจมตีซีเรียโดยตรง จากที่ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เลือกที่จะเดินเกมทางอ้อมด้วยการสนับสนุนกลุ่มกบฏต่อต้านรัฐบาลซีเรีย และหลังจากการโจมตีฐานทัพซีเรียเพียง 2 วัน สหรัฐฯ ก็ส่งกองเรือรบพิฆาตไปยังคาบสมุทรเกาหลี เพื่อกดดันเกาหลีเหนือ โดยฝูงเรือรบที่ส่งไป สามารถสกัดขีปนาวุธที่ยิงออกมาจากเกาหลีเหนือได้แทบทั้งหมด และยังมีศักยภาพในการทำลายล้างด้วย
ในเวลาไล่เลี่ยกัน สหรัฐฯ กำลังจะใช้กำลังทหารขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศในสองพื้นที่ที่มีปมขัดแย้งพร้อมกัน ทั้งในซีเรีย และ คาบสมุทรเกาหลี สองเหตุการณ์นี้มีความเกี่ยวโยงกัน เพราะเป็นการโจมตีหรือว่ากดดันประเทศพันธมิตรของมหาอำนาจโลกอีกขั้ว ซึ่งก็คือรัสเซียและจีน ที่ชัดเจนยิ่งกว่า คือ การที่ เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ บอกว่าการโจมตีฐานทัพอากาศในประเทศซีเรีย เป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังประเทศที่มีพฤติกรรมขัดต่อแนวทางสากล รวมถึงเกาหลีเหนือด้วย ซึ่งหมายความว่านอกจากเป็นการตอบโต้การใช้อาวุธเคมีของรัฐบาลซีเรีย ขีปนาวุธ 59 ลูก ยังเป็นการแสดงแสนยานุภาพอันน่าเกรงขามของกองทัพสหรัฐอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ อาจจะไม่สามารถใช้วิธีนี้ได้อีกเพราะ รัสเซีย และอิหร่าน สองพันธมิตรหลักของซีเรียเองก็ยื่นคำขาดว่า หากสหรัฐฯ ล้ำเส้นอีก ก็จะตอบโต้ด้วยกำลังทหาร ซึ่งสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่สองมุมโลกที่ยืดเยื้อมายาวนาน และได้บานปลายไปสู่ความขัดแย้งในระดับนานาชาติ มีความตึงเครียดมากขึ้นอย่างชัดเจน หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมา
โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ มาได้ ด้วยนโยบายที่ชูความเป็นหนึ่งของประเทศสหรัฐ ภายใต้สโลแกนว่าจะทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้มีเจตนาที่จะเสริมโครงสร้างภายในของประเทศเลย สังเกตุได้จากการเผยตัวเลขงบประมาณประจำปี ที่ตัดงบส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การเกษตร การทูตต่างประเทศ พลังงาน การศึกษา แต่กลับไปเพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคงที่สูงอยู่แล้วขึ้นไปอีก แตะ 570,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
มาวันนี้ สหรัฐฯ เปิดไพ่แล้วว่า ตนพร้อมเดินหน้าใช้มาตรการทางทหารอย่างเต็มที่ สองซีกโลกพร้อมๆ กัน เพื่อทวงคืนความเป็นหนึ่งในเวทีโลก