ถอดสมการข่าว EP.30 “ขนย้ายอสุจิข้ามชาติ” เสี่ยง “อุ้มบุญ” ผ่านเทคโนโลยีเจริญพันธุ์ฝั่งไทย

โดย PPTV Online

เผยแพร่

โดยสถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา

เมื่อวานนี้ ชายหนุ่มคนหนึ่ง ถูกจับกุมที่ด่านศุลกากรจังหวัดหนองคาย พร้อมถังไนโตรเจน บรรจุเชื้ออสุจิ 6 หลอด ที่เตรียมนำขนย้ายข้ามไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ข่าวนี้น่าสนใจมาก แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยากต่อการทำความเข้าใจด้วย

ประเด็น คือ ... เกี่ยวข้องกับการ “อุ้มบุญ” ที่กลายเป็นสิ่งกฎหมายในประเทศไทยไปแล้ว หรือไม่ (กรณีผู้อุ้มบุญ ต้องเป็นญาติของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น)

ทีมข่าว PPTV คุยกับนายด่านศุลกากรที่หนองคาย ได้ประเด็นมาว่า สงสัยชายคนนี้มาระยะหนึ่งแล้ว เพราะเคยนำถังไนโตรเจนเปล่ากลับมาจากฝั่งลาวเมื่อสอบถาม ก็อ้าง เป็นถังบรรจุเลือด .... แต่เจ้าหน้าที่ไม่เชื่อ จึงสั่งให้ติดตามชายคนนี้ และเมื่อกำลังจะนำถังไนโตรเจนออกไปอีกเมื่อวานนี้ จึงเข้าไปตรวจสอบและพบว่าเป็น “น้ำอสุจิ” จึงเข้าจับกุม

นายด่านศุลกากร หนองคาย เปิดเผยว่า “นายท็อป” คนที่ถูกจับ ให้การว่า เขารับจ้างเป็นเพียงผู้นำส่ง “น้ำอสุจิ” ต่อมาจาก “นายยู” ที่เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น ... มีเป้าหมายที่ ลาว และ กัมพูชา เพื่อไปดำเนิน “อุ้มบุญ” ที่คลินิกในประเทศเพื่อนบ้าน

เขาใช้คำว่า “อุ้มบุญ” ... จากปากคำของ ผู้ต้องหา

ดังนั้น ... จึงมีผลสะเทือนไปถึงที่มาของ “น้ำอสุจิ” เหล่านี้ ... ซึ่ง นายท็อป บอกเองว่า มาจาก 4 แหล่ง เป็นคลินิกสำหรับให้คำปรึกษาผู้มีบุตรยากในกรุงเทพมหานคร

เอาเฉพาะ 6 หลอดนี้ มีเอกสารกำกับว่า มาจาก ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก ซูพีเรีย เอ อาร์ ที และทางศูนย์แห่งนี้ ก็ออกมาถลงข่าวยอมรับ ว่าเป็นน้ำอสุจิ มี่มาจากศูนย์นี้อย่างแน่นอน

แต่ปฏิเสธว่า ทางศูนย์ซูพีเรีย “ไม่เกี่ยวข้องกับการอุ้มบุญ”

ในคำแถลง ศูนย์ซูพีเรีย บอกว่า น้ำอสุจิที่ถูกจับ เป็นของลูกค้าชาวจีนและเวียดนาม ที่มาเริ่มปรึกษาตั้งแต่ต้นปี 2560 และเก็บน้ำอสุจิไว้ โดยยืนยันทั้ง 2 คน ไม่ได้มาพร้อมกัน และเมื่อวันที่ 17 เมษายน ที่ผ่านมา มีชายชาวไทย ถือใบรับมอบอำนาจมาเบิกอสุจิชุดหนึ่งไป และชายคนเดิมมาอีกครั้งหนึ่งวันที่ 19 เมษายน พร้อมเบิกอสุจิของอีกคนหนึ่งไป โดยยืนยันด้วยว่า ทางศูนย์ไม่ได้ให้เบิกออกไปพร้อมถังไนโตรเจนเหลว ที่ช่วยให้อสุจิเหล่านี้อยู่ได้อีก 7 วัน

ดังนั้นศูนย์ซูพีเรีย ยืนยันว่า ถังไนโตรเจนเหลว ไม่ใช่อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับทางศูนย์

น่าเสียดาย ครั้งที่ 1 ที่กฎหมาย ไม่อนุญาตให้เปิดเผยรายชื่อ “ชายปริศนา” คนนี้ เพราะผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าของน้ำอสุจิ น่าจะเป็นกุญแจสำคัญดอกแรก ที่จะขยายผลว่า ความพยายามนำน้ำอสุจิข้ามไปประเทศเพื่อนบ้าน เกี่ยวข้องกับขบวนการ “อุ้มบุญ” หรือไม่

ทีมข่าว PPTV พยายามเสาะหาในประเด็นสำคัญว่า ถ้าจะทำอุ้มบุญที่ประเทศเพื่อนบ้าน ทำไมต้องนำน้ำอสุจิมาผ่านประเทศไทย

คำตอบ คือ เพราะเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ของไทย ทันสมัย เป็นที่ยอมรับ เมื่อได้น้ำอสุจิมา มีเครื่องมือที่สามารถคัดแยกอสุจิที่แข็งแรงออกมา และจัดเก็บไว้ได้นานถึง 20 ปี

“ไทย” จึงเป็นแหล่งแหล่ง คัดแยก และเก็บรักษาอสุจิชั้นดี ... ที่สำคัญ ยังสามารถผสมจนฟักเป็นตัวอ่อนได้เลยด้วย ... ขาดเพียงแค่ ไทย เพิ่งออกกฎหมายใหม่ “ห้ามอุ้มบุญ” เมื่อไม่นานมานี้ เพราะมีกรณีของการรับจ้างอุ้มบุญจากชาวญี่ปุ่น ที่กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต

ดังนั้น หากจะอุ้มบุญ ก็ต้องไปทำในประเทศที่ไม่กฎหมายห้าม ... ซึ่งทั้ง 2 ประเทศ ที่เป็นเป้าหมายการเคลื่อนย้ายน้ำอสุจิไป ไม่มีกฎหมายห้ามอุ้มบุญถามต่อว่า ถ้าแพทย์จากไทย จะไปทำกะบวนการอุ้มบุญให้ใครก็ตาม ที่ประเทศเพื่อนบ้าน ผิดหรือไม่ ... คำตอบก็คือ “ไม่ผิด” เพราะกฎหมายไทย ย่อมไม่มีผลบังคับใช้นอกราชอาณาจักร

สิ่งที่น่าเสียดาย ครั้งที่ 2 คือ “นายท็อป” ผู้ที่เป็นคนรับจ้างขนย้าย ถูกปรับตามกฎหมายศุลกากร (ซึ่งแรงกว่ากฎหมายอุ้มบุญอีก) และถูกปล่อยตัวไปแล้ว ทั้งที่เขาน่าจะเป็นพยานคนสำคัญ ที่จะพาไปหา “ตัวละครอื่น” ทั้ง นายยู ผู้ว่าจ้างขนย้าย ... คนที่รับมอบอำนาจมาเบิกอสุจิ (ใช่นายยูหรือไม่) รวมทั้งจะเป็นคนที่ยืนยันได้ว่า น้ำอสุจิที่ข้ามแดนไทยไป ถูกนำไปใช้เพื่อทำอุ้มบุญจริงหรือไม่ ... แต่ เขาถูกปล่อยตัวไปแล้ว (ว่าใครไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่ทำได้แค่เปรียบเทียบปรับ ไม่มีอำนาจควบคุมตัว)

ถ้าเป็นเช่นนี้ ... เรื่องใหญ่ขนาดนี้ จะทำแค่เพียง ปรับคนขนสินค้าเท่านั้น ส่วนคลินิกต่างๆ คงไม่สามารถเชื่อมโยงได้ว่า “รู้เห็นหรือไม่” ... เพราะต้องให้ความเป็นธรรม ว่า คลินิก ก็จำเป็นต้องให้ลูกค้าเบิกคืนอสุจิออกไปตามสิทธิของเจ้าของ

ดังนั้น “คนกลาง” ... จึงต้องไปค้นหา “ผู้รับมอบอำนาจ” คนนั้น ... และ “นายยู” ลูกครึ่งไทย – ญี่ปุ่น ที่เป็นคนว่าจ้าง “นายท็อป” ขนย้าย

คำถามใหญ่ ทำไม “ผู้รับมอบอำนาจ” ของทั้งเจ้าของน้ำเชื้อชาวจีนและเวียดนาม จึงเป็นคนเดียวกัน มาฝากน้ำอสุจิไว้ที่เดียวกัน ว่าจ้างบุคคลคนเดียวกันขนย้าย ... คนผู้นี้ เข้าข่ายเป็น “เอเจนซี่” หรือไม่

คำถามสุดท้าย ... กฎหมาย “อุ้มบุญ” ที่เพิ่งออกมาใหม่ ... ถูกพบช่องโหว่ซะแล้วเหรอ ... คำตอบคือ น่าจะไม่ใช่ เพราะกฎหมายระบุชัดเจน “ห้ามอุ้มบุญ” ในไทย (ถ้าไม่ใช่ญาติ” และห้ามเคลื่อนย้ายน้ำอสุจิ ออกนอกประเทศ ...

ดังนั้น การเคลื่อนย้าย “น้ำอสุจิ” ที่ผ่านเทคโนโลยีคัดแยกและจัดเก็บในไทย ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ได้ทำโดยอาศัยช่องว่างของกฎหมาย ... แต่ทำโดยผิดกฎหมาย

เพียงแต่ “การบังคับใช้กฎหมาย” ... อาจมีปัญหา ... อย่างที่ด่านศุลกากรต่างๆ ก็จะมีอุปกรณ์ตรวจจับสิ่งผิดปกติ เฉพาะฝั่งขาเข้าประเทศเท่านั้น ... ไม่มีอุปกรณ์ตรวจจับฝั่งขาออก เพราะถือว่า ต้องไปผ่านด่านที่ประเทศปลายทาง

แต่ของบางอย่าง ไม่ผิดกฎหมาย ที่ประเทศปลายทาง ... มันก็เช่นนั้นเอง

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ