วันนี้ (24 เม.ย.60) ความคืบหน้ากรณีการจับกุมนายนิธินนทน์ ศรีธานิยานันท์ อายุ 25 ปี ชาวกรุงเทพฯ ที่ลักลอบนำถังไนโตรเจนบรรจุหลอดใส่อสุจิ 6 หลอด ออกนอกประเทศ ซึ่งศุลกากรหนองคายจับกุมได้เมื่อวันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา และทางศุลกากรได้เปรียบเทียบปรับนายนิธินนทน์ เป็นเงิน 200,000 บาท ตามความผิด พ.ร.บ.ศุลกากร ในการนำของต้องห้ามออกนอกราชอาณาจักร แล้วปล่อยตัวไป จากนั้นทางสาธารณสุขจังหวัดหนองคาย ได้นำถังไนโตรเจน ส่งให้กับโรงพยาบาลขอนแก่น ช่วยตรวจพิสูจน์ว่าภายในนั้นเป็นเชื้ออสุจิ ไข่ หรือ ตัวอ่อน เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีกับนายนิธินนทน์ ซึ่งผลการตรวจของโรงพยาบาลขอนแก่นพบว่าเป็นอสุจิของมนุษย์จริง ขณะนี้อยู่ในระหว่างการตรวจดีเอ็นเอ
นายแพทย์ชัชวาลย์ ฤทธิ์ฐิติ รองนายแพทย์สาธารณสุข จ.หนองคาย กล่าวว่า ผลการตรวจของโรงพยาบาลขอนแก่น พบว่า เป็นอสุจิของมนุษย์ตรงตามที่นายนิธินนท์ ให้การ ทำให้มั่นใจได้ว่าถูกต้องแล้ว หลังจากนี้จะรอเอกสารการยืนยันจาก รพ.ขอนแก่น ก่อนจะรวบรวมเอกสารหลักฐานและของกลางทั้งหมดส่งส่วนกลาง คือ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ต่อไป เพื่อจะได้ขยายผลทำการสอบสวนว่าผู้ใดมีส่วนเกี่ยวข้องบ้าง ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการรอว่าส่วนกลางจะประสานมาให้ดำเนินการอย่างไร
รองนายแพทย์สาธารณสุข จ.หนองคาย กล่าวถึงการให้ข้อมูลในเรื่องนี้กับประชาชนว่า เรื่องนี้มี พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 มาตรา 41 ห้ามมิให้ผู้ใดซื้อ เสนอซื้อ ขาย นำเข้า ส่งออก ซึ่งอสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อน อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเกิดความเข้าใจ พร้อมทั้งเฝ้าระวังเรื่องนี้มากขึ้น
ส่วนความร่วมมือในเรื่องนี้กับประเทศเพื่อนบ้าน รองนายแพทย์สาธารณสุข จ.หนองคาย กล่าวว่า ส่วนกลางคงได้มีการประสานความร่วมกัน เป็นการประสานกันระหว่างประเทศ เพื่อจะได้ร่วมมือกันในการเฝ้าระวัง ส่วนในพื้นที่ สสจ.หนองคาย กับนครหลวงเวียงจันทน์มีการประสานความร่วมมือทางด้านสาธารณสุขกันอยู่แล้ว ในการประชุมร่วมมือกันครั้งต่อไปคงจะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาหารือเพื่อหาแนวทางเฝ้าระวังร่วมกัน ส่วนของแพทย์นั้นได้มีการคุยกันแล้ว แต่จังหวัดหนองคายเองไม่เคยมีปัญหาในเรื่องนี้มาก่อน
สำหรับการดำเนินคดีนั้น เนื่องจากมีผู้ที่เกี่ยวข้องหลายส่วน จะแยกกันดำเนินคดีหรือไม่นั้น รองนายแพทย์สาธารณสุข จ.หนองคาย กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับส่วนกลางว่าจะให้ดำเนินการอย่างไร จะเข้ามาดำเนินการในพื้นที่เอง หรือจะมอบหมายให้ สสจ.หนองคาย เป็นผู้ดำเนินการก็ได้ ซึ่งจะต้องมีการประสานงานกันอยู่แล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการรวบรวมพยานหลักฐานให้ชัดเจนมากที่สุด เอกสารที่เป็นหลักฐานสำคัญนั้นก็ชัดเจนว่าเป็นอสุจิ แต่จะต้องเชื่อมโยงถึงบุคคลที่จ้างวานให้ได้ ในเอกสารก็ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าจะไปส่งที่ใด