ทีมข่าว PPTV พยายามจำลองเหตุการณ์ลอบวางระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าครั้งนี้ให้ชัดเจนที่สุดจากการปะติดปะต่อข้อมูลที่มีอยู่ พบว่า สถานที่เกิดเหตุ คือ ชั้น 1 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา บริเวณชั้นนี้เราได้ข้อมูลจากบุคคลที่เคยไปใช้บริการว่า เมื่อเดินเข้าจากประตูใหญ่ด้านหน้า ฝั่งซ้าย คือ จุดทำบัตรตรวจสอบประวัติและคัดกรองผู้ป่วย ถัดเข้าไปจากฝั่งเดียวกันคือ จุดจ่ายยาสำหรับผู้ใช้บริการทั่วไป ส่วนจุดเกิดเหตุระเบิดอยู่ฝั่งขวา ที่จะมีห้องติณสูลานนท์อยู่ด้านหน้า และถัดไปคือ ห้องวงษ์สุวรรณ จุดเกิดเหตุ ทั้ง 2 ห้อง เป็นห้องรับยาของนายทหารและญาตินายทหารระดับสัญญาบัตร หรือที่คนไข้ทั่วไปเรียกว่า ห้องวีไอพี
ตามข้อมูลที่รวบรวมจากตำรวจ ทหาร และหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดพบว่า ลักษณะการลอบวางระเบิดครั้งนี้เป็นการนำท่อพีวีซีภายในบรรจุดินดำและตะปูเป็นสะเก็ดไปใส่ไว้ในแจกันดอกไม้วางที่ตั้งอยู่ใกล้กับกระจกด้านในถัดไปจากประตูห้องวงษ์สุวรรณ ระเบิดครั้งนี้จุดชนวนด้วยระบบตั้งเวลา เมื่อถึงเวลาระเบิด แรงระเบิดทำให้กระจกบริเวณนี้แตกกระจาย มีรัศมีระเบิดอยู่ที่ 2 – 3 เมตร
แม้ตำรวจจะประเมินเบื้องต้นว่า เป็นระเบิดแรงดันต่ำ แต่รูปแบบที่หวังให้สะเก็ดกระจายออกมาถึง 3 ชนิด คือ ตะปู แจกัน และกระจก รวมถึงการใช้รูปแบบตั้งเวลาที่อาจสะท้อนว่า ผู้วางระเบิดกลัวความผิดพลาด หรือ ไม่เจาะจงเป้าหมายใดเป็นพิเศษ ก็ทำให้พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก กล้าฟันธง หลังประชุมหน่วยงานด้านข่าวกรองเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมาว่า ผู้ก่อเหตุลอบวางระเบิดครั้งนี้ มีเป้าหมายให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตผู้บริสุทธิ์
เหตุวางระเบิดกลางกรุงเทพฯ ครั้งนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 2 เดือน ต่อเนื่องจากเหตุลอบวางระเบิดหน้าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลสี่แยกคอกวัว เมื่อวันที่ 5 เมษายน และเหตุลอบวางระเบิดหน้าโรงละครแห่งชาติวันที่ 15 พฤษภาคม
เมื่อประกอบกับชนิดของระเบิด ลักษณะการประกอบ และรูปแบบก่อเหตุ ที่เปรียบเสมือนลายเซ็น ผู้บัญชาการทหารบกเชื่อว่า กลุ่มที่อยู่เบื้องหลังระเบิดทั้ง 3 เหตุการณ์มีความเชื่อมโยงกัน ที่สำคัญยังมีความคล้ายคลึงกับเหตุระเบิดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ระหว่างปี 2551 – 2552
ส่วนเป้าหมายของการก่อเหตุ ผู้บัญชาการทหารบก ไม่ได้ให้น้ำหนักกับวันครบรอบ 3 ปีรัฐประหาร แต่พูดอย่างมีนัยสำคัญว่า ผู้ที่ต้องการทำลายความน่าเชื่อถือของคสช.และรัฐบาล ก็พยายามหาจังหวะและช่องว่างทำเช่นนี้อยู่แล้ว
นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารบก ยังยอมรับว่า ฝ่ายความมั่นคงไม่คิดว่า ผู้ก่อเหตุจะลอบวางระเบิดภายในโรงพยาบาล จึงไม่ได้มีมาตรการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ