ย้อนรอย 3 คดี ฆ่าหั่นศพ โทษสูงสุด “ประหารชีวิต”


โดย PPTV Online

เผยแพร่




วันที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ตำรวจพบศพ น.ส.วริศรา กลิ่นจุ้ย หรือ น้องแอ๋ม วัย 22 ปี ถูกฆ่าหั่นศพและบรรจุใส่ถุงดำฝังดินในที่นาบ้านโนนสง่า อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น จากการสืบสวนอย่างเข้มข้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจนำมาซึ่งหมายจับ 4 ผู้ต้องหา ก่อนจับกุม นายวศิน นามพรม อายุ 22 ปี ได้ในนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ผู้ต้องหาชายรายนี้ให้การซัดทอดไปยัง นางสาวปรียานุช หรือเปรี้ยว โนนวังชัย อายุ 24 ปี ว่าเป็นคนต้นเรื่อง และเป็นผู้ลงมือหั่นศพอย่างโหดเหี้ยมแต่เพียงผู้เดียว

แม้ว่าวันนี้ (1 มิ.ย. 60) ผู้ต้องหาทั้งหมดจะยังหลบซ่อนตัวอยู่ในประเทศเมียนมาร์ แต่ทางการไทยก็ไม่ได้นิ่งเฉยเพราะคดีดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งคดีที่สร้างความสะเทือนขวัญ จนกลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ จนหลายคนตั้งคำถามว่า การกระทำดังกล่าวนี้ผู้ต้องหาจะได้รับโทษสถานใด?

อย่างไรก็ตาม คดีฆ่าหั่นศพน้องแอ๋มไม่ใช่คดีฆ่าหั่นศพครั้งแรกที่เกิดขึ้นในเมืองไทย หากย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2541 นายเสริม สาครราษฎร์ ใช้อาวุธปืนยิงแฟนสาวซึ่งเป็นนักศึกษาแพทย์ปี 5 มหาวิทยาลัยมหิดล เสียชีวิตด้วยความหึงหวง ก่อนจะตัดสินใจอำพรางศพโดยการลงมือชำแหละศพทิ้งลงชักโครก แล้วนำกระดูกไปทิ้งที่สะพานข้ามแม่น้ำบางปะกง ต่อมานายเสริม ยอมรับสารภาพว่าเป็นคนลงมือฆ่าแฟนสาว เนื่องจากยอมจำนนต่อหลักฐาน เมื่อเข้าสู่กระบวนการตัดสินของศาล ศาลพิพากษาให้นายเสริม จำคุกตลอดชีวิต ระหว่างถูกจำคุก ตั้งแต่ 2547-2554  นายเสริมได้รับพระราชทานอภัยโทษ 4 ครั้ง จึงเหลือโทษจำคุก 8 ปี และได้รับปล่อยตัวเมื่อปี 2554 ในวัย 35 ปี หลังออกจากจำคุกนายเสริมได้ออกมาเปิดเผยถึงสาเหตุที่ยิงนางสาวเจนจิราว่า “เพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ”

ส่วนอีกคดีที่สร้างความสะเทือนขวัญไม่แพ้กัน เกิดขึ้นในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2544 นายแพทย์วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ วางแผนล่อลวงภรรยาตนเองไปทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิต หลังทั้งคู่มีปัญหาทะเลาะวิวาท ก่อนที่นายแพทย์วิสุทธิ์ จะใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญในการทางแพทย์มาจัดการฆ่าและชำแหละภรรยาตัวเองอย่างแยบยล จนแทบจะไม่เหลือชิ้นส่วนไว้ให้เป็นหลักฐาน แต่จากการสืบสวนของเจ้าพนักงาน พบชิ้นเนื้อของ พญ.ผัสพร ภรรยาของนายแพทย์วิสุทธิ์ ก่อนเจ้าหน้าที่จะรวบรวมพยานและหลักฐานสำคัญต่างๆ รวบตัว นายแพทย์วิสุทธิ์ และเข้ารับโทษในที่สุด

ทั้งนี้ศาลชั้นต้น และศาลชั้นอุทธรณ์ รวมถึงศาลฎีกา ต่างพิพากษาให้ประหารชีวิตนายแพทย์วิสุทธิ์ สถานเดียว เนื่องจาก “จำเลยเป็นผู้มีความรู้ความสามารถสูงย่อมจะใช้สติยั้งคิดในการแก้ปัญหาโดยไม่ใช้วิธีดังกล่าว และเมื่อจำเลยถูกจับกุมก็ยังไม่สำนึกผิด ให้การปฏิเสธต่อสู้คดีตลอดมา จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะต้องปราณี เห็นควรลงโทษสถานหนัก” ซึ่งต่อมาหมอวิสุทธิ์ ได้ยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ โดยใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ เหลือโทษจำคุกตลอดชีวิตโดยในช่วงชีวิตที่ถูกจองจำ นายแพทย์วิสุทธิ์ ได้รับการอภัยโทษอยู่หลายครั้ง เนื่องจากปฏิบัติตัวดี ก่อนที่จะได้รับการปล่อยตัว รวมระยะเวลาที่ถูกจำคุกทั้งสิ้น 10 ปี 9 เดือน

หากศึกษาจากคำตัดสินของศาลในทั้งสองคดีข้างต้น และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ที่ระบุไว้ว่า ผู้ใด ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ต้องระวางโทษประหารชีวิต

การลงมือฆาตกรรมอำพรางศพผู้อื่นอย่างโหดเหี้ยมของนางสาวปรียานุช หรือเปรี้ยว อาจทำให้เธออาจถูกตัดสินประหารชีวิต หรือติดคุกตลอดชีวิต แต่อย่างไรก็ตามคำตัดสินทุกอย่างขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน คำให้การของจำเลย และดุลพินิจของศาลทั้งสิ้น

TOP ประเด็นร้อน
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ