แม้กรอบการรับฟังความคิดเห็นต่อการแก้ไขพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 จะกำหนดไว้ 14 ประเด็น และให้น้ำหนักการแก้ปัญหาการแบกรับภาระของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่เกิดขึ้นจากข้อติดขัดของกฎหมายและการปรับสัดส่วนบอร์ด สปสช.เป็นหลัก แต่การเปิดทางสอบถามความเห็นต่อการร่วมจ่ายค่าบริการของประชาชนไว้ด้วย
ทำให้กลุ่มที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มคนรักหลักสุขภาพแห่งชาติ และเป็นแกนหลักในการเคลื่อนไหวคัดค้านกระบวนการแก้ไขกฎหมายบัตรทองครั้งนี้ เชื่อว่ารัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุข มีความต้องการเรื่องนี้ซ่อนไว้ เป็นเหตุผลให้พวกเขาต้องยอมเสี่ยงฝ่าฝืนกฎหมายออกมาแสดงตัวคัดค้าน
สาเหตุกลุ่มคัดค้านเชื่อว่า การแก้กฎหมายบัตรทอง จะนำไปสู่การบังคับให้ประชาชนร่วมจ่าย มาจากการสรุปสาระสำคัญของการสื่อสารผ่านคำถามในเวทีรับฟังความคิดเห็น 14 ประเด็น ได้เป็น 2 เหตุผลหลัก คือ การระบุเหตุผลว่า ข้อจำกัดของถ้อยคำในกฎหมายเดิมทำให้โรงพยาบาลของรัฐในฐานะหน่วยบริการต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่าย จนนำไปสู่การขาดทุนอย่างหนักตลอด 15 ปีที่ผ่านมา และการขอเพิ่มสัดส่วนคนของกระทรวงสาธาณสุขในบอร์ดบริหารและควบคุมคุณภาพบริการของ สปสช.
ทั้ง 2 เหตุผลนี้ ตัวแทนกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพเชื่อว่า จะเป็นการปูทางไปสู่การทำให้มาตรา 5 วรรค 2 ของพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ฉบับปี 2545 มีผลบังคับใช้ คือ การให้ประชาชนร่วมจ่ายในระบบหลักประกันสุขภาพ แห่งชาติ เพราะเนื้อหาส่วนนี้ ไม่ได้อยู่ในประเด็นแก้ไข ทั้งที่ในช่วงที่ผ่านมา ภาคประชาชนพยายามผลักดันให้ตัดทิ้ง เพื่อรักษาหลักการความเท่าเทียมในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลมาตรฐานเดียวกันของประชาชนทั่วประเทศ
นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว ตัวแทนกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เชื่อว่า หากปล่อยให้แก้ไขกฎหมายในหลักการนี้ ปลายทางอาจนำไปสู่การบังคับใช้หลักการร่วมจ่ายกับประชาชนที่ไม่ได้อยู่ใน 14 ล้านคนของฐานข้อมูลทะเบียนคนจน เพราะในทางการเมืองรัฐบาลจะมีความเสี่ยงน้อยกว่าการบังคับให้ประชาชนทุกคนร่วมจ่าย และประเด็นการร่วมจ่ายก็ถือว่าเป็นข้อถกเถียงหลักของเวทีรับฟังความคิดเห็นในวันนี้
กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ยังกังวลอีกว่า หากการแก้ไขกฎหมายบัตรทอง สามารถนำไปสู่การบังคับให้กลุ่มคนที่ไม่ได้อยู่ในฐานข้อมูลทะเบียนคนจนร่วมจ่ายได้ นอกจากจะส่งผลถึงการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของคนกลุ่มนี้ ยังส่งผลต่อประชาชน 14 ล้านคน ในฐานข้อมูลทะเบียนคนจน เพราะมีความเสี่ยงที่การรักษาจะกลับไปสู่การเลือกปฏิบัติหลายมาตรฐาน จากมุมมองของบุคลากรกระทรวงสาธารณสุขว่า กลุ่มคนเหล่านี้รักษาฟรี ซึ่งถือว่าขัดต่อหลักการของหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ