นพ.ฒัชชณพงศ์ จงเจริญยานนท์ แพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินหายใจและเวชบำบัดวิกฤตในเด็ก โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท และเจ้าของเพจ หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า แสดงความคิดเห็นถึงกรณีการใช้สิทธิ 30 บาท โดยระบุว่า เมื่อเห็นคนไข้ใช้สิทธิ 30 บาท ไม่ควรนำเรื่อง “สิทธิการรักษา” ไปผูกกับ “ฐานะ” ของผู้ใช้สิทธิ
หมอม็อดระบุว่า การใช้สิทธิ 30 บาทไม่ได้หมายความว่าคนคนนั้นไม่มีเงินเสมอไป ไม่ว่าจะมีเงินหรือไม่มีเงินก็ไม่ใช่ประเด็น เพราะการเลือกใช้สิทธิ 30 บาทคือการใช้ “สิทธิการรักษาที่เขามี”
ประชาชนทุกคนมีสิทธิใช้สิทธิของตัวเอง หากสมมติว่าคนไข้คนนั้น “จนจริงๆ” ก็ไม่ควรนำฐานะทางการเงินมาเป็นเหตุในการลดทอนคุณค่าความเป็นคน เพราะการมีเงินน้อยกว่าไม่ได้ทำให้คุณค่าความเป็นคนน้อยกว่า และไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถพูดกับเขาอย่างไรก็ได้ ทำให้เขาอับอาย หรือดูถูกเขาได้
คำพูดไม่เหมาะสมต้องรับผิดชอบ แต่ปัญหาของระบบก็ควรถูกแก้
สำหรับกรณีที่กำลังเป็นประเด็น นพ.ฒัชชณพงศ์ มองว่า สิ่งหนึ่งที่ต้องแยกให้ชัดเจนคือ หากมีคำพูดที่ไม่เหมาะสม ผู้พูดก็ต้องรับผิดชอบต่อคำพูดของตัวเอง และเรื่องดังกล่าวไม่สมควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง หากพิจารณาสิ่งที่พูดทั้งหมด เขารู้สึกว่าหมอท่านดังกล่าวน่าจะมี “ความคับข้องใจกับระบบ 30 บาท” อยู่พอสมควร และหากพูดกันตรงๆ ระบบ 30 บาทเองก็มีปัญหาหลายอย่างที่โรงพยาบาล คลินิก และคนหน้างานต้องแบกรับจริง
ทั้งเรื่องงบประมาณ การบริหารจัดการ ภาระงาน รวมถึงรายละเอียดอีกหลายอย่างที่บุคลากรซึ่งทำงานอยู่ในระบบต้องพบเจอมาเป็นเวลานาน
ดังนั้น อีกประเด็นที่ควรย้อนกลับไปพิจารณาคือ คลินิกแห่งนี้กำลังเผชิญกับปัญหาอะไรจากระบบ 30 บาทอยู่ และปัญหาเหล่านั้นควรได้รับการแก้ไขอย่างไร แต่สิ่งสำคัญที่ต้องขีดเส้นใต้ให้ชัดเจนคือ “ระบบมีปัญหา” ไม่ได้แปลว่า “คนไข้เป็นปัญหา”
เพราะคนไข้ไม่ได้เป็นผู้กำหนดงบประมาณ ไม่ได้เป็นผู้ออกแบบระบบ และไม่ได้เป็นผู้สร้างปัญหาเหล่านั้นขึ้นมา คนไข้เพียงเข้ามาใช้ “สิทธิที่เขามี” เท่านั้น
หากระบบมีปัญหา ต้องแก้ที่ระบบ ไม่ใช่ลงกับคนไข้
หมอม็อดระบุต่อว่า หากระบบ 30 บาทมีปัญหา สิ่งที่ควรทำคือเรียกร้องให้มีการแก้ไขที่ระบบ เช่นเดียวกับที่แพทย์หลายคนพยายามผลักดันและสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทำงานในระบบมาโดยตลอด แต่ไม่ควรนำความโกรธหรือความคับข้องใจที่มีต่อ “ระบบ” ไปลงกับ “คนไข้” เพราะคนไข้ไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหานั้น
ท้ายที่สุด การใช้สิทธิ 30 บาทไม่ควรถูกนำไปเชื่อมโยงกับการตัดสินคุณค่าหรือฐานะของบุคคล และแม้ระบบการรักษาพยาบาลจะมีปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข แต่การแก้ปัญหานั้นควรเกิดขึ้นที่ระบบ โดยไม่ผลักภาระหรือความคับข้องใจไปยังผู้ป่วยซึ่งเป็นผู้มาใช้สิทธิของตนเอง