แรงงานต่างด้าวกลับบ้าน หวั่นไปลับ ไม่กลับมา


โดย PPTV Online

เผยแพร่




ปรากฏการณ์ที่แรงงานต่างด้าวทยอยเดินทางกลับประเทศต้นทางตลอดหลายวันที่ผ่านมา หลังการบังคับใช้กฎหมายตามพระราชกำหนดการบริการจัดการดารทำงานของคนต่างด้าว แน่นอนว่า สร้างความกังวลอย่างรุนแรงว่าจะกระทบกับเศรษฐกิจไทย ที่ยังต้องอาศัยแรงงานกลุ่มนี้ ทำให้ คสช.ต้องใช้ มาตรา 44 มาชะลอการบังคับใช้กฎหมายไปอีก 180 วัน ความกังวลนี้ สะท้อนได้จากภาพที่ปรากฏขึ้นตามแนวชายแดนตลอดหลายวันที่ผ่านมา

ภาพนี้ถูกบันทึกไว้เมื่อวันที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา เผยแพร่อยู่ในเฟซบุ๊กของคณะกรรมการพันธมิตรช่วยเหลือแรงงานเมียนมาร์ ในภาพจะเห็นแรงงานชาวเมียนมาร์จำนวนมาก นั่งเรือข้ามแม้น้ำเมย ผ่านพรมแดนธรรมชาติกลับไปยังฝั่งเมียนมาร์ โดยมีนักธุรกิจ ภาคเอกชนของเมียนมาร์ มารอดูแลช่วยเหลือ แจกอาหาร อยู่ที่ฝั่งเมียนมาร์


ในเฟซบุ๊กคณะกรรมการพันธมิตรช่วยเหลือแรงงานเมียนมาร์ ยังมีทั้งภาพการรายงานข่าวของสื่อเมียนมาร์ และภาพถ่ายวิดีโออีกหลายคลิป ที่ทำให้เห็นว่า มีชาวเมียนมาร์ทยอยข้ามพรมแดนกลับประเทศอย่างต่อเนื่อง บางส่วนมากันด้วยรถบรรทุกขนาดใหญ่ เนื้อหาที่ถูกโพสต์เป็นภาษาเมียนมาร์ ส่วนใหญ่เป็นการแจ้งข้อมูลให้ชาวเมียนมาร์ทราบว่า สามารถเดินทางกลับประเทศได้ โดยมีรถรับส่ง และไม่จำเป็นต้องเสียเงินให้กับใครอีก แม้ว่าจะไม่ใช่แรงงานที่มีใบอนุญาตก็ตาม

แหล่งข่าวที่อำเภอแม่สอด ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ในฝั่งเมียนมาร์ ขยายการผลิตไปมากกว่าเดิมมาก จึงมีความต้องการแรงงานจากชาวเมียนมาร์ให้กลับไปทำงานเช่นกัน นั่นปรากฏให้เห็นจากภาพที่ภาคเอกชนมาอำนวยความสะดวกรอรับแรงงานกลับไป

ส่วนที่ทางประเทศไทย ขยายเวลาการบังคับใช้ พ.ร.ก.คนงานต่างด้าวออกไปอีก 6 เดือน เพื่อให้แรงงานกลุ่มที่เคยทำงานอยู่เดิม ได้โอกาสกลับไปทำใบอนุญาตให้ถูกต้อง แหล่งข่าวเห็นว่า อาจได้ผลกับกลุ่มแรงงานที่เป็นชาวเมียนมาร์จริงๆ แต่ต้องยอมรับว่า มีแรงงานกลุ่มใหญ่ที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ จากรัฐฉาน รัฐกะเหรี่ยง หรือมอญ มีแนวโน้มว่า จะมีปัญหากับกระบวนการนี้ เพราะต้องใช้เวลามากในขั้นตอนการพิสูจน์ตัวตน ที่ต้องมีพยานหรือผู้นำท้องถิ่นมายืนยันตัว และต้องกลับเข้ามาด้วยการใช้หนังสือเดินทาง เพราะในแนวทางที่รัฐบาลไทยประกาศ ยังไม่ได้เปิดให้ลงทะเบียนแรงงานต่างด้าวใหม่ เพียงให้แรงงานกลุ่มเดิม กลับไปทำใบอนุญาตให้ถูกต้อง


ปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดจากขั้นตอนการขออนุญาตเข้ามาทำงานในไทย ซึ่งรัฐบาล เคยไปทำข้อตกลงความร่วมมือกับประเทศชายแดนติดกัน คือ เมียนมาร์ ลาว และกัมพูชา ในการเข้ามาทำงาน ซึ่งนายจ้างของไทย จะต้องทำเรื่องร้องรอไปที่กระทรวงแรงงานไทย ว่ามีความต้องการแรงงานต่างด้าวกี่คน จากนั้นจึงกำหนดมาเป็นโควตาของแรงงาน  รูปแบบนี้ เหมือนความมือ รัฐต่อรัฐ นั่นเอง เพราะกระทรวงแรงงานไทย ก็จะส่งความต้องการแรงงานไปที่กระทรวงแรงงานประเทศปลายทาง ให้จัดหาแรงงานมาตามโควตาที่ร้องขอไป หมายความว่า แรงงานที่จะเข้ามาด้วยวิธีการนี้ ต้องผ่านการตรวจสอบจากทางรัฐบาลประเทศปลายทาง ต้องมีบัตรประชาชน มีหนังสือเดินทาง และต้องใช้งบประมาณสูงพอสมควร และใช้เวลาทำเรื่องถึงประมาณ 2 เดือน  ซึ่งรูปแบบนี้ ใช้มาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังพบว่า ยังไม่สามารถจัดหาแรงงานมาได้ตามจำนวนโควต้าที่ร้องขอไป

ดังนั้น แรงงานที่เดินทางมาเอง จึงเลือกวิธีติดต่อผ่านนายหน้าที่มีทั้งชาวไทยและชาวเมียนมาร์ ที่ผ่านเข้ามาจนเคนยชิน เพราะค่าใช้จ่ายถูกกว่ามาก ใช้เวลาน้อยกว่ามาก เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเกิดข้อกังวลอยู่บ้างว่า เมื่อแรงงานกลุ่มนี้กลับไปแล้ว จะไม่กลับมาอีก เพราะมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก และมีค่าใช้จ่ายสูง ในขณะเดียวกับที่ในเมียนมาร์เริ่มมีความต้องการแรงงานเช่นกัน

จากการสอบถามคนทึคลุกคลีในวงการแรงงาน เห็นว่า กลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ จะใช้แรงงานที่ถูกกฎหมายเกือบทั้งหมดอยู่แล้ว แต่แรงงานที่ยังไม่ถูกกฎหมายเหล่านี้ มีบทบาท ในธุรกิจ SME กลุ่มแม่บ้าน อุตสาหกรรมอาหารทะเล กลุ่มแรงงานก่อสร้างชาวกัมพูชา ซึ่งมีปัญหาต้องย้ายที่ทำงานไปเรื่อยๆ ทำให้ยากต่อการที่จะทำตามกฎอย่างเคร่งครัด และกลุ่มที่สำคัญคือ โรงงานขนาดเล็ก หรือ โรงงานห้องแถว ที่รับเหมาช่วงต่อผลิตอะไหล่ ชิ้นส่วน ให้กับโรงงานขนาดใหญ่ กลุ่มหลังนี้ จะทำให้โรงงานขนาดใหญ่ได้รับผลกระทบไปด้วย


 

อีกปัญหาที่สำคัญ คือ กลุ่มอุตสาหกรรมแบบนี้ มักมีลักษณะพิเศษ คือ เป็นแรงงานหมุนเวียน สลับเปลี่ยนหน้าบ่อยมาก จนนายจ้างอาจไม่คุ้ม ถ้าต้องลงทุนจดทะเบียนให้ถูกต้อง เพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง

ส่วนสถานการณ์ในช่วงหลัง ยังพบว่า แรงงานที่ทำงานในประเทศไทย ส่วนใหญ่ เป็นแรงงานหน้าเดิม ที่อยู่มานาน และพูดภาษาไทยได้ ไป – กลับ ระหว่างไทยกับบ้านเกิดบ่อย จนรู้ช่องทางที่จะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก ส่วนแรงงานหน้าใหม่ หรือคนรุ่นใหม่ มีเข้ามาน้อยมากอยู่แล้ว ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะทางการไทย ไม่เปิดให้ลงทะเบียนรอบใหม่มานานแล้วด้วย

เป็นที่น่าสังเกตว่า การที่รัฐบาลเร่งออกพระราชกำหนดฉบับนี้ อาจมีเหตุผลมาจากความต้องการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์มากกว่าปัญหาด้านแรงงาน เพื่อให้พ้นจากการติดอยูใน เทียร์ 2 รารายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ โดยหมายเหตุแนบท้ายพระราชกำหนด ให้เหตุผลที่ต้องออกพราชกำหนดว่า เป็นเพราะกฎหมายที่มีอยู่เดิมไม่ครอบคลุมทั้งระบบ หากไม่แก้ไข จะมักผลกระทบต่อ “ความมั่นคงด้านแรงงาน เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ” จึงจำเป็นต้องออกกฎหมายอย่างเร่งด่วน เพื่อสร้าง “ความมั่นคงทางแรงงาน เศรษฐกิจ และสังคม”

PR-โปรแกรมผลบอล-2_B PR-โปรแกรมผลบอล-2_B
TOP ประเด็นร้อน
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ