กว่า 2 ปี 6 เดือนที่ฝ่ายโจทก์ และจำเลยนำพยานบุคคลขึ้นไต่สวนหักล้างข้อกล่าวหาในชั้นศาลกันอย่างเข้มข้น
ฝ่ายโจทก์นำพยาน 15 ปาก ขึ้นไต่สวน 10 นัด ส่วนฝ่ายจำเลยใช้พยาน 42 ปาก ไต่สวน 16 นัด โดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ในฐานะจำเลยจะแถลงปิดคดีด้วยวาจาในวันนี้ และลุ้นรอฟังคำพิพากษาชี้ชะตาอีกครั้งในวันที่ 25 สิงหาคม
สำหรับแนวทางการพิพากษาคดีนี้ นายสมชาย แสวงการ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ระบุว่า มีด้วยกัน 3 แนวทาง
แนวทางที่ 1 หากศาลตัดสินว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ไม่มีความผิด อาจดูเหมือนว่าคดีนี้จะสิ้นสุดลง แต่ฝ่ายโจทก์ คือ อัยการ สามารถอุทธรณ์คดีได้ภายใน 30 วัน
ส่วนนางสาวยิ่งลักษณ์สามารถนำคำพิพากษาไปใช้ต่อสู้คดีทางปกครองและคดีแพ่งที่มีการยึดทรัพย์นางสาวยิ่งลักษณ์กรณีถูกเรียกร้องค่าเสียหายจากคดีรับจำนำข้าว
แนวทางที่ 2 หากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินว่า นางสาวยิ่งลักษณ์มีความผิดตามฟ้อง ไม่ว่าคำพิพากษาจะให้รอลงอาญา และไม่รอลงอาญา นางสาวยิ่งลักษณ์สามารถยื่นอุทธรณ์คดีได้ภายใน 30 วัน
ประเด็นนี้ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทยยืนยันกับทีมข่าวพีพีทีวีว่าจะใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 195 ที่ได้ให้สิทธิอุทธรณ์ไว้เป็นสำคัญ ซึ่งวิธีการพิจารณาจะขึ้นอยู่กับที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาตั้งองค์คณะผู้พิพากษาขึ้นมาวินิจฉัย เพียงแต่นางสาวยิ่งลักษณ์ต้องมายื่นอุทธรณ์ด้วยตนเอง
แต่หากการยื่นอุทธรณ์เกิดหลังจาก พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองประกาศใช้แล้ว ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา จะมีการตั้งองค์คณะผู้พิพากษา 9 คน ที่ไม่เคยพิจารณาคดีนี้และต้องเป็น หรือ เคยเป็นหัวหน้าคณะผู้พิพากษาในศาลฎีกามาก่อน มาพิจารณาคดีในชั้นอุทธรณ์ คาดกันว่าในขั้นตอนนี้จะใช้เวลาประมาณ 1 ปี
แนวทางที่ 3 หากนางสาวยิ่งลักษณ์ ไม่มาฟังคำพิพากษาในวันที่ 25 สิงหาคม ศาลจะออกหมายจับนางสาวยิ่งลักษณ์ และพิจารณาอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย